แมนซิตี้แชมป์ 2014 เส้นทางที่ต้องอ่านพร้อมเกมในมือ

สนามเอติฮัด สเตเดียม รังเหย้าของแมนเชสเตอร์ ซิตี้

แมนซิตี้แชมป์ 2014 ไม่ได้มาง่ายอย่างที่ตารางคะแนนสุดท้ายอาจทำให้ดูเหมือนเป็น เพราะตลอดฤดูกาล 2013/14 ตำแหน่งจ่าฝูงของพรีเมียร์ลีกเปลี่ยนมือกันไปมาถึง 25 ครั้ง และแมนเชสเตอร์ ซิตี้เองก็ขึ้นเป็นจ่าฝูงจริง ๆ เพียง 14 วันตลอดทั้งฤดูกาล ก่อนจะปิดท้ายด้วยการเก็บชัยชนะห้านัดรวดในช่วงโค้งสุดท้ายจนคว้าแชมป์ในนัดปิดฤดูกาล บทความนี้พาไล่เรียงว่าทำไมอันดับตารางระหว่างทางถึงบอกอะไรได้น้อยกว่าที่คิด เส้นทางช่วงท้ายฤดูกาลเป็นอย่างไร และนัดสุดท้ายที่ตัดสินทุกอย่างจบลงแบบไหน

อันดับตามตารางต่างจากโอกาสแชมป์อย่างไร

แฟนบอลที่ติดตามพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2013/14 ตั้งแต่ต้นจนจบมักเล่าตรงกันว่าไม่มีช่วงใดที่รู้สึกว่าแชมป์นิ่งแล้ว และตัวเลขที่บอกเรื่องราวของฤดูกาลนี้ได้ดีที่สุดคือการที่ตำแหน่งจ่าฝูงเปลี่ยนมือกันถึง 25 ครั้ง ซึ่งสะท้อนว่าไม่มีทีมใดกุมความได้เปรียบระยะยาวอย่างชัดเจน อาร์เซนอลคืออีกทีมที่นำตารางยาวนานที่สุดในบรรดาทีมท้าย ๆ ก่อนจะร่วงลงมาจบเพียงอันดับ 4 ด้วย 79 คะแนน ขณะที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมที่ครองแชมป์ในที่สุด กลับขึ้นเป็นจ่าฝูงจริงเพียง 14 วันตลอดทั้งฤดูกาล ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่าการดูอันดับตารางในช่วงเดือนพฤศจิกายนหรือมกราคมไม่ได้บอกอะไรมากเกี่ยวกับทีมที่จะได้แชมป์จริงในเดือนพฤษภาคม เพราะทั้งลิเวอร์พูล เชลซี อาร์เซนอล และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต่างผลัดกันขึ้นนำในช่วงเวลาต่าง ๆ ของฤดูกาลก่อนที่ทุกอย่างจะไปจบที่วันสุดท้าย ท้ายที่สุดตารางคะแนนเมื่อจบฤดูกาลเรียงลำดับเป็นแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 86 คะแนน ลิเวอร์พูล 84 คะแนน เชลซี 82 คะแนน และอาร์เซนอล 79 คะแนน ซึ่งเป็นช่องว่างที่แคบมากระหว่างอันดับหนึ่งถึงอันดับสี่ เมื่อเทียบกับหลายฤดูกาลก่อนหน้าที่ทีมแชมป์มักทิ้งห่างคู่แข่งอันดับรองลงมาชัดเจนกว่านี้

เกมตกค้างกระจายอยู่ช่วงใด

อัฒจันทร์เอติฮัดเต็มไปด้วยผู้ชมในเกมเหย้าของแมนเชสเตอร์ ซิตี้
อัฒจันทร์ที่เต็มไปด้วยผู้ชมภายในสนามเอติฮัด

ในประเด็นนี้ต้องระบุตามข้อมูลที่ตรวจสอบได้จริงว่าไม่มีแหล่งอ้างอิงที่ยืนยันรายละเอียดเฉพาะเจาะจงว่าแมนเชสเตอร์ ซิตี้มีเกมตกค้างกี่นัดในช่วงเดือนใดของการแข่งขัน สิ่งที่ยืนยันได้ชัดเจนคือทีมจบฤดูกาลด้วยการลงเล่นครบ 38 นัดเช่นเดียวกับทุกทีมในตาราง และเก็บชัยชนะห้านัดสุดท้ายรวดจนถึงวันปิดฤดูกาล ส่วนลิเวอร์พูลซึ่งเป็นคู่แข่งหลักกลับสะดุดในสามนัดสุดท้าย ทั้งแพ้และเสมอ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นสองสัปดาห์ยังดูมีลุ้นแชมป์อยู่เต็มตัว ความแตกต่างของฟอร์มในช่วงโค้งสุดท้ายนี้เองที่เป็นตัวตัดสินมากกว่าจำนวนเกมตกค้างที่ไม่มีข้อมูลยืนยันแน่ชัด สื่อกีฬาอังกฤษมักพูดถึงเรื่องเกมในมือของแต่ละทีมระหว่างฤดูกาลที่ทีมต่าง ๆ ต้องลุ้นถ้วยหลายรายการพร้อมกัน แต่สิ่งที่ยืนยันได้แน่นอนที่สุดคือทุกทีมในตารางลงเล่นครบ 38 นัดเท่ากันเมื่อจบฤดูกาล และผลลัพธ์สุดท้ายวัดกันที่แต้มสะสมทั้งหมดตลอดฤดูกาล ไม่ใช่แค่อันดับในตารางระหว่างทางเพียงอย่างเดียว

ห้าเกมท้ายเพิ่มคะแนนอย่างไร

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ภายใต้การคุมทีมฤดูกาลแรกของมานูเอล เปเยกรินี ปิดฤดูกาลด้วยการชนะติดต่อกันห้านัดสุดท้าย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทีมเก็บคะแนนได้เต็มจำนวนในจังหวะที่สำคัญที่สุด จบฤดูกาลด้วยสถิติ 27 ชนะ 5 เสมอ 6 แพ้ รวม 86 คะแนน ทำประตูได้ 102 ลูกและเสียเพียง 37 ลูก คิดเป็นผลต่างประตูได้เสียบวก 65 ซึ่งดีที่สุดในบรรดาทุกทีม นอกจากนี้ทีมยังทำคะแนนจากการเล่นในบ้านที่สนามเอติฮัดได้ถึง 52 คะแนน แสดงให้เห็นว่าความได้เปรียบสนามเหย้าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ทีมสะสมคะแนนได้อย่างต่อเนื่องตลอดฤดูกาล แม้จะไม่ได้เป็นจ่าฝูงตลอดทางก็ตาม หากคิดเป็นสัดส่วน คะแนนที่เก็บได้ในบ้าน 52 จาก 57 คะแนนเต็มที่เป็นไปได้ในเกมเหย้า 19 นัด คิดเป็นเกือบร้อยละ 91 ของคะแนนเต็ม ซึ่งเป็นระดับความสม่ำเสมอที่สูงมากสำหรับทีมที่ต้องแข่งขันในหลายรายการพร้อมกันตลอดทั้งฤดูกาล และเป็นฐานคะแนนสำคัญที่ทำให้ทีมยังมีลุ้นแชมป์อยู่เสมอแม้บางช่วงจะไม่ได้เป็นจ่าฝูง

นัดสุดท้ายต้องทำอะไรเพื่อจบงาน

อัฒจันทร์สีฟ้าและท้องฟ้าแจ่มใสภายในสนามเอติฮัด
สนามหญ้าและอัฒจันทร์ภายในสนามเอติฮัดของแมนเชสเตอร์ ซิตี้

ก่อนนัดสุดท้ายของฤดูกาลในวันที่ 11 พฤษภาคม 2014 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ต้องการเพียงชัยชนะเหนือเวสต์แฮม ยูไนเต็ดเพื่อการันตีแชมป์โดยไม่ต้องรอผลจากสนามอื่น ทีมทำได้สำเร็จด้วยชัยชนะ 2-0 ปิดฉากด้วย 86 คะแนน มากกว่าลิเวอร์พูลที่จบอันดับสองด้วย 84 คะแนนอยู่เพียง 2 แต้ม และมากกว่าเชลซีที่จบอันดับสามด้วย 82 คะแนน นี่คือการที่ทีมของเปเยกรินีคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่สองในรอบสามฤดูกาลของสโมสร ในฤดูกาลแรกที่เขาเข้ามาคุมทีมต่อจากผู้จัดการทีมคนก่อนหน้า และยังเป็นการที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้คว้าสองถ้วยในฤดูกาลเดียวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 1969/70 หลังจากที่ก่อนหน้านั้นทีมยังคว้าแชมป์ลีกคัพมาครองด้วย ความสำเร็จสองรายการในฤดูกาลเดียวเช่นนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่าทีมชุดนี้ไม่ได้มีดีแค่ในพรีเมียร์ลีกเพียงรายการเดียว การตัดสินแชมป์ที่ต้องรอถึงนัดสุดท้ายเช่นนี้เกิดขึ้นเพียงครั้งที่เจ็ดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกเท่านั้น สะท้อนว่าฤดูกาล 2013/14 เป็นหนึ่งในฤดูกาลที่สูสีที่สุดเท่าที่เคยมีมา เมื่อมองย้อนกลับไปทั้งฤดูกาล เรื่องราวของแมนซิตี้แชมป์ 2014 จึงไม่ใช่เรื่องของทีมที่นำห่างตั้งแต่ต้นจนจบ แต่เป็นเรื่องของทีมที่รักษาระดับผลงานในบ้านได้ดีที่สุด และจบด้วยฟอร์มที่ร้อนแรงที่สุดในจังหวะที่ทุกแต้มมีความหมาย ขณะที่คู่แข่งอย่างลิเวอร์พูลกลับสะดุดลงในโค้งสุดท้ายพอดี ความต่างเพียง 2 คะแนนระหว่างอันดับหนึ่งกับอันดับสองจึงเป็นภาพสะท้อนของฤดูกาลที่ทุกนัดมีผลต่อผลลัพธ์สุดท้ายจริง ๆ และเป็นเหตุผลว่าทำไมฤดูกาลนี้จึงยังถูกหยิบยกมาพูดถึงเสมอเมื่อพูดถึงการลุ้นแชมป์ที่สูสีที่สุดฤดูกาลหนึ่งของพรีเมียร์ลีก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

24/7 Fun8824/7 JBO