โมนาโกเลื่อนชั้น กลับสู่ดิวิชันหนึ่งของฝรั่งเศสในปี 1977 หลังชนะเพลย์ออฟชิงแชมป์ดิวิชันสองให้กับสตราสบูร์กไปอย่างเฉียดฉิว แต่เพียงหนึ่งฤดูกาลถัดมาทีมจากอาณาจักรริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนก็คว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้ทันที กลายเป็นสโมสรแรกในประวัติศาสตร์ที่ทำสำเร็จเช่นนี้ เรื่องราวเบื้องหลังไม่ได้มาจากโชคช่วยเพียงอย่างเดียว แต่มาจากผู้เล่นชุดเดิมที่คุ้นเคยกับการล่าประตูในดิวิชันสอง และการต่อยอดทีมอย่างมีทิศทางของผู้จัดการทีมลูเซียง เลอดุก
ทีมกลับลีกสูงสุดหลังช่วงใด
ฤดูกาล 1976/77 โมนาโกและสตราสบูร์กต่างเป็นแชมป์กลุ่มของดิวิชันสอง กติกาขณะนั้นให้สองทีมนี้ลงเล่นเพลย์ออฟกันเองเพื่อชิงตำแหน่งแชมป์ดิวิชันสองอย่างเป็นทางการ ผลปรากฏว่าสตราสบูร์กเป็นฝ่ายชนะ โดยชนะนัดแรก 2-0 แล้วเสมอนัดสอง 1-1 ทำให้ราชิงคว้าตำแหน่งแชมป์ดิวิชันสองไป แต่กติกาการเลื่อนชั้นแยกจากตำแหน่งแชมป์กลุ่ม ทั้งโมนาโก สตราสบูร์ก และรูอ็องต่างได้สิทธิ์เลื่อนชั้นขึ้นดิวิชันหนึ่งพร้อมกันทั้งสามทีมในฤดูกาล 1977/78 นั่นหมายความว่าแม้โมนาโกจะแพ้เพลย์ออฟ แต่ก็ยังได้กลับสู่เวทีสูงสุดตามสิทธิ์อันดับตารางปกติ การกลับมาครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่สโมสรเคยเป็นแชมป์ฝรั่งเศสมาแล้วในปี 1961 และ 1963 แต่ต้องหล่นชั้นไปพักหนึ่งก่อนจะไต่กลับขึ้นมาอีกครั้ง สำหรับสโมสรจากอาณาจักรเล็ก ๆ ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแล้ว การได้กลับไปเล่นในลีกสูงสุดของฝรั่งเศสอีกครั้งไม่ใช่แค่เรื่องของตารางคะแนน แต่ยังหมายถึงการต้องพิสูจน์ตัวเองใหม่ในเวทีที่การแข่งขันสูงกว่าดิวิชันสองมาก
ใครอยู่เป็นฐานให้ทีมใหม่

กุญแจสำคัญของการต่อยอดทีมหลังเลื่อนชั้นคือผู้เล่นที่ไม่ได้เพิ่งมาถึงพร้อมสถานะใหม่ แต่คุ้นเคยกับสโมสรมาตั้งแต่ยุคดิวิชันสองแล้ว กองหน้าชาวอาร์เจนตินาเชื้อสายอิตาลี เดลิโอ ออนนิส คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด เขาอยู่กับโมนาโกตั้งแต่ปี 1973 และในฤดูกาล 1976/77 ที่ทีมยังเล่นในดิวิชันสอง เขาลงสนาม 31 นัดและยิงไป 30 ประตู เป็นตัวเลขที่แสดงให้เห็นว่าเขาคือดาวยิงหลักของทีมอยู่แล้วก่อนเลื่อนชั้น เมื่อขึ้นมาเล่นในดิวิชันหนึ่งฤดูกาล 1977/78 ออนนิสยิ่งยิงประตูได้มากขึ้นไปอีก โดยลงเล่น 35 นัดและทำได้ถึง 35 ประตู เท่ากับจำนวนนัดที่ลงเล่นพอดี ตัวเลขนี้ทำให้เห็นภาพชัดว่าฐานของทีมชุดใหม่ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่ต่อยอดมาจากคนที่รู้จักวิธีทำประตูในลีกฝรั่งเศสอยู่แล้ว การที่ผู้เล่นระดับนี้ไม่ได้ถูกขายออกไปหลังเลื่อนชั้น แต่ถูกใช้งานต่อเนื่องและทำผลงานดีขึ้นเรื่อย ๆ คือปัจจัยที่ทำให้ทีมไม่ต้องเสียเวลาปรับตัวนานเกินไปกับระดับการแข่งขันที่สูงขึ้น ตัวเลขการลงเล่นครบทุกนัดของออนนิสในฤดูกาลแชมป์ยังบ่งบอกด้วยว่าเขาเป็นคนที่ผู้จัดการทีมวางใจให้เป็นตัวจริงตลอดฤดูกาล ไม่ใช่ผู้เล่นที่ถูกหมุนเวียนสลับเข้าออกเหมือนผู้เล่นใหม่ที่ยังต้องพิสูจน์ตัวเอง
ผลสะสมสร้างความเชื่อมั่นอย่างไร
ผู้จัดการทีมลูเซียง เลอดุก กลับมาคุมทีมโมนาโกในช่วงเวลานี้ และเป็นผู้ที่พาทีมทั้งเลื่อนชั้นในปี 1977 และคว้าแชมป์ในปีถัดมา ผลงานตลอดฤดูกาล 1977/78 ค่อย ๆ สะสมความเชื่อมั่นให้ทีมทีละนัด จนมาถึงจุดตัดสินในนัดสุดท้ายของฤดูกาลที่พบกับบาสเตียในวันที่ 2 พฤษภาคม 1978 ณ สนามหลุยส์เดอซ์ โมนาโกเป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ 2-1 โดยออนนิสยิงประตูขึ้นนำในนาทีที่ 26 ก่อนแบร์นาร์ การ์ดงจะซ้ำอีกครั้งในนาทีที่ 48 ฝั่งบาสเตียได้ประตูตีไล่จากจอห์นนี เรป ในนาทีที่ 63 แต่ก็ไม่ทันเวลาอีกแล้ว ชัยชนะนัดนี้เองที่ปิดผนึกตำแหน่งแชมป์ลีกให้โมนาโก และเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ว่าไม่เคยมีทีมใดที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาแล้วคว้าแชมป์ในฤดูกาลแรกได้มาก่อนหน้านี้ ความน่าสนใจอีกจุดคือออนนิสยังพลาดจุดโทษในช่วงสิบนาทีสุดท้ายของนัดนั้นด้วย แต่นั่นไม่ได้ทำให้ผลการแข่งขันเปลี่ยนไป เพราะทีมได้สะสมความได้เปรียบไว้มากพอแล้วจากผลงานตลอดทั้งฤดูกาล
กรณีนี้ต่างจากการยกคำว่าน้องใหม่อย่างไร

หลายครั้งที่สื่อกีฬาชอบเรียกทีมที่เพิ่งเลื่อนชั้นว่า น้องใหม่ ราวกับว่าทุกทีมที่ขึ้นมาสู่ลีกสูงสุดมีสถานะเท่ากันหมด แต่กรณีของโมนาโกในปี 1977 ถึง 1978 ต่างออกไปอย่างชัดเจน เพราะทีมนี้ไม่ใช่สโมสรที่ไม่เคยรู้จักเวทีดิวิชันหนึ่งมาก่อน พวกเขาเคยเป็นแชมป์ฝรั่งเศสมาแล้วสองสมัยก่อนหน้านั้น ผู้เล่นแกนหลักอย่างออนนิสก็ผ่านประสบการณ์การทำประตูในทั้งดิวิชันสองและดิวิชันหนึ่งมาแล้วในเวลาไล่เลี่ยกัน ต่างจากทีมที่ไม่เคยเล่นลีกสูงสุดมาก่อนเลยซึ่งมักต้องใช้เวลาปรับตัวกับความเข้มข้นของเกมที่สูงขึ้นนานกว่านี้มาก การแยกแยะสองกรณีนี้ให้ชัดเจนมีความสำคัญ เพราะช่วยให้เข้าใจว่าความสำเร็จของโมนาโกไม่ได้เกิดจากปาฏิหาริย์ แต่เกิดจากการผสมผสานระหว่างประสบการณ์เดิมของสโมสรกับผู้เล่นที่พิสูจน์ฝีเท้าแล้วในระดับดิวิชันสอง เมื่อได้กลับขึ้นมาเล่นในดิวิชันหนึ่งอีกครั้ง ทีมจึงไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์เหมือนสโมสรขนาดเล็กที่เพิ่งไต่เต้าขึ้นมาเป็นครั้งแรก และนี่คือเหตุผลที่ทำให้เส้นทางจากการเลื่อนชั้นสู่การเป็นแชมป์ในปีถัดมาของโมนาโกยังคงถูกพูดถึงในประวัติศาสตร์ลีกเอิงจนถึงทุกวันนี้ สำหรับผู้ที่ติดตามฟุตบอลฝรั่งเศสในภาพรวม กรณีนี้จึงควรถูกอ่านแยกจากเรื่องราวแชมป์สมัยแรกของสโมสรในปี 1961 เพราะบริบทของทั้งสองช่วงเวลาต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งในแง่ผู้เล่น ผู้จัดการทีม และสถานะของสโมสรก่อนจะเข้าสู่ฤดูกาลนั้น ๆ

