สนามเมโทรโปลิตาโน คือบ้านหลังใหม่ของแอตเลติโก มาดริด ที่เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการวันที่ 16 กันยายน 2017 หลังสโมสรตัดสินใจย้ายออกจากสนามเดิมที่อยู่ริมแม่น้ำมันซานาเรสมานานหลายทศวรรษ การย้ายครั้งนี้ไม่ได้ให้แค่ที่นั่งเพิ่มขึ้นอย่างเดียว แต่ยังพ่วงมาด้วยต้นทุนบางอย่างที่ไม่ปรากฏในงบการเงินของสโมสรเลย
ทำไมสโมสรถึงตัดสินใจย้ายออกจากสนามเดิม

สนามบิเซนเต กัลเดรอนเปิดใช้งานมาตั้งแต่ปี 1966 ด้วยความจุเริ่มต้น 62,000 ที่นั่ง และเคยขยายเป็น 66,000 ที่นั่งเพื่อรองรับฟุตบอลโลกปี 1982 แต่หลังปี 2001 ความจุก็ค่อย ๆ ถูกปรับลดลงมาเรื่อย ๆ จนเหลือ 54,907 ที่นั่งในวันที่ปิดตัว ปัญหาใหญ่ที่สุดของสนามนี้คือทางด่วน M-30 ที่พาดผ่านใต้อัฒจันทร์ฝั่งหนึ่งโดยตรง ทำให้ไม่สามารถขยายโครงสร้างส่วนนั้นได้เลยไม่ว่าจะลงทุนเท่าไรก็ตาม อีกทั้งตัวสนามยังตั้งอยู่ริมแม่น้ำมันซานาเรสซึ่งจำกัดพื้นที่รอบข้างไว้อีกชั้นหนึ่ง เมื่อบวกกับที่ดินผืนใหญ่ที่เคยถูกเตรียมไว้สำหรับสนามกีฬาโอลิมปิกลาเปเนตาซึ่งกรุงมาดริดพลาดโอกาสเป็นเจ้าภาพหลายรอบติดต่อกัน กรรมสิทธิ์ที่ดินผืนนั้นจึงถูกโอนมาให้แอตเลติโกตั้งแต่ปี 2013 และสโมสรก็ตัดสินใจซื้อสนามจากสภาเทศบาลกรุงมาดริดอย่างเป็นทางการด้วยราคา 30.4 ล้านยูโรในเดือนมีนาคม 2017 เพื่อเปลี่ยนที่ดินผืนนั้นให้กลายเป็นสนามเหย้าแห่งใหม่ของตัวเอง
สนามใหม่เปิดใช้เมื่อไรและมีขนาดเท่าไร
นัดแรกที่แอตเลติโกลงเล่นในสนามใหม่คือเกมพบมาลากาในลาลีกา ซึ่งจบลงด้วยชัยชนะ 1-0 จากประตูของอองตวน กรีซมันน์ โดยมีพระเจ้าเฟลิเปที่ 6 แห่งสเปนเสด็จมาร่วมชมพิธีเปิดด้วย ตอนเปิดใช้งานสนามมีความจุ 68,456 ที่นั่ง มากกว่าความจุตอนปิดของสนามเดิมกว่าหนึ่งหมื่นสามพันที่นั่ง และภายในปี 2024 ความจุยังถูกขยายเพิ่มอีกเป็น 70,692 ที่นั่ง หลังจากมีการเพิ่มสกายบ็อกซ์และที่นั่งวีไอพีใหม่ รวมถึงพื้นที่สำหรับผู้ใช้รถเข็นที่มากขึ้น ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เมโทรโปลิตาโนกลายเป็นหนึ่งในสนามที่มีความจุสูงที่สุดของลาลีกาในปัจจุบัน และเป็นสนามที่ออกแบบมาให้ขยายต่อได้ในอนาคตโดยไม่ติดข้อจำกัดทางกายภาพแบบที่สนามเดิมเคยเจอ
การเดินทางของแฟนบอลเปลี่ยนไปอย่างไร
สนามใหม่ตั้งอยู่ในย่านโรซัส เขตซานบลาส-กานิเยฆัส ซึ่งอยู่ห่างจากใจกลางกรุงมาดริดมากกว่าทำเลเดิมริมแม่น้ำมันซานาเรสพอสมควร อย่างไรก็ตาม สโมสรและทางการเมืองได้เชื่อมสนามเข้ากับสถานีรถไฟใต้ดิน Estadio Metropolitano บนสาย 7 โดยตรง ซึ่งเป็นสถานีที่มีชานชาลายาวที่สุดในระบบรถไฟใต้ดินทั้งหมดของมาดริด เพื่อรองรับผู้โดยสารจำนวนมากในวันแข่งขัน นอกจากนี้ยังมีสถานีใกล้เคียงอย่าง Las Rosas, Canillejas และ Las Musas ที่สามารถเดินถึงได้ ทำให้แม้ทำเลจะไกลจากใจกลางเมืองมากกว่าเดิม แต่การเข้าถึงด้วยระบบขนส่งสาธารณะกลับสะดวกกว่าที่หลายคนกังวลไว้ตอนแรก แฟนบอลที่เคยเดินเท้าจากย่านเดิมมาสนามอาจต้องปรับเส้นทางใหม่ทั้งหมด แต่ในแง่ของเวลาเดินทางโดยรวมแล้วถือว่าไม่ได้ต่างจากเดิมมากนัก
สโมสรได้รายได้เพิ่มจากอะไรบ้าง

การเพิ่มความจุจาก 54,907 ที่นั่งเป็น 68,456 ที่นั่งตั้งแต่วันเปิดใช้งาน หมายถึงจำนวนตั๋วที่ขายได้ต่อนัดเพิ่มขึ้นทันทีกว่าหนึ่งหมื่นสามพันใบ ยังไม่นับพื้นที่วีไอพีและสกายบ็อกซ์ที่เพิ่มเข้ามาในปีต่อ ๆ มาซึ่งมักมีราคาต่อที่นั่งสูงกว่าตั๋วทั่วไปหลายเท่า สนามที่ใหญ่ขึ้นและทันสมัยขึ้นยังเปิดทางให้สโมสรจัดกิจกรรมเชิงพาณิชย์อื่นนอกเหนือจากวันแข่งขัน เช่น การจัดทัวร์ชมสนามหรือให้เช่าพื้นที่จัดคอนเสิร์ตและงานอีเวนต์ ซึ่งเป็นรูปแบบรายได้ที่สนามเดิมริมแม่น้ำมันซานาเรสทำได้จำกัดกว่ามากเพราะพื้นที่รอบสนามคับแคบ แม้จะไม่มีตัวเลขรายได้ที่เปิดเผยเป็นทางการมาเทียบกันโดยตรง แต่จำนวนที่นั่งและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนก็เพียงพอที่จะบอกได้ว่าศักยภาพในการทำรายได้ต่อนัดของสโมสรเพิ่มขึ้นจริงเมื่อเทียบกับก่อนย้ายสนาม
อะไรที่ย้ายตามมาไม่ได้
สนามบิเซนเต กัลเดรอนปิดตัวลงอย่างเป็นทางการด้วยนัดกระชับมิตรระหว่างอดีตและปัจจุบันผู้เล่นของแอตเลติโกกับทีมรวมดาราโลกเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2017 ก่อนจะเริ่มการรื้อถอนตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2019 และเสร็จสิ้นในวันที่ 6 กรกฎาคม 2020 ป้ายชื่อ CLUB ATLETICO DE MADRID ที่เคยติดอยู่บนอาคารริมแม่น้ำมันซานาเรสจึงกลายเป็นเพียงภาพถ่ายในความทรงจำของแฟนบอลรุ่นที่เคยเดินผ่านเส้นทางนั้นมาหลายสิบปี สิ่งที่ย้ายตามมาไม่ได้ไม่ใช่แค่ตัวอาคาร แต่รวมถึงเส้นทางเดินเท้าเดิม ร้านค้าและผับรอบสนามที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของวันแข่งขัน และภาพจำของอัฒจันทร์ที่อยู่ใกล้สนามหญ้ามากกว่าสนามสมัยใหม่ทั่วไป แม้เมโทรโปลิตาโนจะให้ทุกอย่างที่ทันสมัยกว่าในแง่โครงสร้างและศักยภาพทางธุรกิจ แต่ความผูกพันกับทำเลริมแม่น้ำแห่งเดิมก็เป็นสิ่งที่แฟนบอลรุ่นเก่าจำนวนไม่น้อยยังพูดถึงอยู่เสมอเมื่อนึกถึงวันที่ต้องบอกลาสนามหลังนั้นไปตลอดกาล เรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะกับแอตเลติโกเท่านั้น สโมสรใหญ่หลายแห่งในยุโรปที่ตัดสินใจย้ายจากสนามเก่ากลางเมืองไปสนามใหม่ที่ใหญ่กว่าแต่ไกลกว่าก็เจอคำถามแบบเดียวกันจากฐานแฟนบอลของตัวเอง คำตอบที่แอตเลติโกเลือกคือยอมรับต้นทุนด้านความรู้สึกนี้ แลกกับศักยภาพทางการเงินและโครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้นในระยะยาว ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนว่าคุ้มค่าจริงหรือไม่

