นาโปลีแชมป์ 1990 เป็นฉายาที่แฟนบอลอิตาลีผูกติดกับเหตุการณ์ที่แบร์กาโมเสมอ เพราะแชมป์สมัยที่สองของนาโปลีในฤดูกาล 1989 ถึง 1990 มีจุดเปลี่ยนสำคัญมาจากคำตัดสินปรับผลการแข่งขันที่เกิดขึ้นนอกสนามมากกว่าฝีเท้าบนสนามเพียงอย่างเดียว เหรียญเล็ก ๆ เหรียญหนึ่งที่ถูกโยนลงมาจากอัฒจันทร์กลายเป็นจุดเริ่มต้นของคำตัดสินที่ยังถูกนำมาเล่าซ้ำทุกครั้งที่มีคนพูดถึงความยุติธรรมในกติกาฟุตบอล และทำให้ฤดูกาลนี้ของนาโปลีถูกจดจำในแง่มุมที่ต่างจากแชมป์สมัยแรกของสโมสรโดยสิ้นเชิง
ก่อนเกมที่แบร์กาโม การลุ้นแชมป์เป็นอย่างไร
ฤดูกาล 1989 ถึง 1990 เซเรีย อามีสิบแปดทีมแข่งขันกัน นาโปลีและมิลานต่างเป็นสองทีมหลักที่ลุ้นตำแหน่งแชมป์มาตลอดฤดูกาล การแข่งขันในเดือนเมษายน 1990 ที่นาโปลีต้องเดินทางไปเยือนอตาลันตาที่เมืองแบร์กาโมจึงเป็นหนึ่งในนัดสำคัญของช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล เพราะผลการแข่งขันจะส่งผลโดยตรงต่อการลุ้นแชมป์กับมิลานที่กำลังไล่ตามอยู่ไม่ห่าง ทั้งสองสโมสรต่างเดินหน้าเก็บแต้มในทุกนัดที่เหลือ เพราะรู้ดีว่าการเสียแต้มในช่วงนี้ของฤดูกาลอาจหมายถึงการเสียแชมป์ไปอย่างน่าเสียดาย นาโปลีเองก็ยังมีดีเอโก มาราโดนาเป็นแกนหลักของทีมในช่วงเวลานั้น หลังจากที่เขาย้ายมาร่วมทีมตั้งแต่ปี 1984 และกลายเป็นผู้เล่นสำคัญที่สุดคนหนึ่งของสโมสรไปแล้ว
เกิดอะไรขึ้นในเกมนั้น
ในวันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน 1990 ระหว่างการแข่งขัน อาเลเมา กองกลางชาวบราซิลของนาโปลี ถูกเหรียญโลหะมูลค่าหนึ่งร้อยลีราที่ถูกโยนลงมาจากอัฒจันทร์กระแทกร่างกาย จนต้องได้รับการรักษาพยาบาลและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล เกมในสนามขณะนั้นยังคงเสมอกันอยู่ที่ 0 ต่อ 0 ทีมแพทย์ประจำสนามจึงแนะนำให้อาเลเมาออกจากสนามเพื่อรับการรักษา เหตุการณ์นี้สร้างความตกใจให้กับทั้งผู้เล่นและเจ้าหน้าที่สนามในทันทีที่เห็นอาเลเมาล้มลงกับพื้นด้วยอาการเจ็บปวด

เหรียญโลหะขนาดเล็กแบบนี้ดูเผิน ๆ แล้วไม่น่าจะสร้างความเสียหายมากนัก แต่เหตุการณ์ที่แบร์กาโมแสดงให้เห็นว่าวัตถุเพียงชิ้นเดียวจากอัฒจันทร์ก็สามารถเปลี่ยนทิศทางของทั้งฤดูกาลได้ เหตุการณ์แบบนี้เป็นภาพเตือนใจว่าความปลอดภัยของนักเตะในสนามไม่ได้ขึ้นอยู่กับฝีเท้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังผูกอยู่กับพฤติกรรมของคนบนอัฒจันทร์ด้วย
กฎที่ทำให้ผลถูกเปลี่ยนเขียนไว้ว่าอย่างไร
ตามข้อบังคับที่ใช้ในเวลานั้น หากผู้เล่นได้รับบาดเจ็บจากวัตถุที่ถูกโยนลงมาจากอัฒจันทร์จนไม่สามารถลงเล่นต่อได้ และทำให้การแข่งขันไม่สามารถดำเนินต่อไปอย่างเป็นธรรม ผลการแข่งขันสามารถถูกปรับให้ทีมที่ได้รับผลกระทบเป็นฝ่ายชนะแทนผลจริงที่เกิดขึ้นในสนาม กรณีของอาเลเมาจึงถูกตัดสินให้นาโปลีเป็นฝ่ายชนะไปด้วยผล 2 ต่อ 0 ทั้งที่ผลจริงในสนามคือการเสมอกัน 0 ต่อ 0 กติกาลักษณะนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของนักเตะเป็นหลัก ไม่ได้ตั้งใจให้กลายเป็นเครื่องมือชี้ขาดตำแหน่งแชมป์ แต่ในกรณีนี้ผลกระทบของกติกาก็ใหญ่กว่าที่ผู้ร่างกฎเคยคาดคิดไว้มาก
ตารางคะแนนเปลี่ยนไปอย่างไรหลังคำตัดสิน
ในวันเดียวกันนั้นมิลานทำได้เพียงเสมอกับโบโลญญา 0 ต่อ 0 การที่นาโปลีได้รับผลชนะแบบปรับ 2 ต่อ 0 แทนผลเสมอจริงจึงช่วยขยายช่องว่างคะแนนระหว่างสองทีมออกไปอีก เมื่อจบฤดูกาลนาโปลีมียี่สิบเอ็ดชนะ เก้าเสมอ และสี่แพ้ รวมห้าสิบเอ็ดแต้ม ขึ้นเป็นแชมป์ ส่วนมิลานทำได้ยี่สิบสองชนะ ห้าเสมอ เจ็ดแพ้ รวมสี่สิบเก้าแต้ม ตามหลังอยู่สองแต้มพอดี นาโปลีคว้าแชมป์เซเรีย อาสมัยที่สองภายใต้การคุมทีมของอัลแบร์โต บิกอนและประธานสโมสรกอร์ราโด แฟร์ไลโน

ท่าเรือและตัวเมืองนาโปลีที่มีภูเขาไฟวิสุเวียสเป็นฉากหลัง คือบ้านของสโมสรที่กำลังลุ้นแชมป์สมัยที่สองในฤดูกาลนั้น ความหวังของทั้งเมืองผูกอยู่กับผลการแข่งขันทุกนัดในช่วงโค้งสุดท้าย เมืองที่มีขนาดใหญ่และมีประชากรหนาแน่นแบบนี้เองที่ทำให้ความกดดันต่อผลการแข่งขันแต่ละนัดยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงปลายฤดูกาล
ทำไมแชมป์ปีนั้นถึงยังถูกถกเถียง
นับตั้งแต่เหตุการณ์ที่แบร์กาโม การปรับผลการแข่งขันด้วยเหตุผลลักษณะนี้แทบไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลยในเซเรีย อา ทำให้กรณีของอาเลเมายังคงเป็นตัวอย่างที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงทุกครั้งที่มีการถกเถียงเรื่องความยุติธรรมของกติกาที่เขียนขึ้นเพื่อปกป้องความปลอดภัยของนักเตะ บางฝ่ายมองว่าเป็นการปรับตามกติกาที่มีอยู่จริง ส่วนบางฝ่ายมองว่าโชคช่วยนาโปลีในจังหวะสำคัญของฤดูกาล ความเห็นที่ต่างกันเช่นนี้เองที่ทำให้แชมป์ปี 1990 ของนาโปลียังคงถูกพูดถึงเป็นกรณีศึกษาของกฎฟุตบอลมาจนถึงทุกวันนี้ แฟนบอลมิลานบางส่วนยังคงมองว่าฤดูกาลนั้นควรจบด้วยผลลัพธ์อื่น ขณะที่แฟนนาโปลีก็ยืนยันว่ากติกาที่ใช้ในตอนนั้นเขียนไว้ชัดเจนอยู่แล้วและสโมสรไม่ได้ทำอะไรผิด ข้อถกเถียงเช่นนี้จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เซเรีย อาที่ถูกเล่าซ้ำทุกครั้งที่มีการพูดถึงกฎกติกาที่ส่งผลต่อการลุ้นแชมป์ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี เรื่องเหรียญที่แบร์กาโมก็ยังเป็นหนึ่งในบทสนทนายอดนิยมเวลาแฟนบอลอิตาลีนั่งย้อนความหลังถึงฤดูกาลที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ของทั้งสองสโมสรไปพร้อมกัน และเป็นเครื่องเตือนใจว่าฟุตบอลบางครั้งก็ถูกตัดสินด้วยเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้เล่นเองโดยสิ้นเชิง

