มาราโดนาย้ายมานาโปลีคือดีลที่เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ของสโมสรจากเมืองทางใต้ของอิตาลีไปตลอดกาล ในปี 1984 นาโปลีทุ่มเงินซื้อดีเอโก มาราโดนาจากบาร์เซโลนาด้วยค่าตัวระดับสถิติโลก ทั้งที่สโมสรยังไม่เคยคว้าแชมป์เซเรีย อาแม้แต่สมัยเดียว การตัดสินใจครั้งนี้จึงเป็นเดิมพันครั้งใหญ่ที่คนในวงการฟุตบอลอิตาลีจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะไม่เคยมีสโมสรที่ยังไม่ประสบความสำเร็จกล้าทุ่มทุนขนาดนี้เพื่อนักเตะเพียงคนเดียวมาก่อน ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร ดีลนี้ก็ผูกชื่อของนาโปลีเข้ากับความกล้าตัดสินใจที่สโมสรอื่นในลีกยังไม่มีใครกล้าทำตามในเวลานั้น
ดีลนี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่และมีมูลค่าเท่าไร
การย้ายทีมเกิดขึ้นในปี 1984 หลังจากมาราโดนามีเรื่องปะทะกับผู้เล่นแอตเลติก บิลบาโอในนัดชิงโคปา เดล เรย์ปีเดียวกัน ทำให้ผู้บริหารบาร์เซโลนาตัดสินใจปล่อยตัวเขาออกจากสโมสรทั้งที่เพิ่งเซ็นสัญญาเป็นดาวเด่นของทีมได้ไม่นาน ค่าตัวที่นาโปลีจ่ายให้บาร์เซโลนาอยู่ที่ราวหกล้านเก้าแสนปอนด์ หรือคิดเป็นเงินราวสิบล้านจุดสี่แปดล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นสถิติค่าตัวนักเตะที่สูงที่สุดในโลกตอนนั้น แม้แหล่งข้อมูลบางแห่งจะระบุตัวเลขที่ต่างออกไปเล็กน้อย แต่ทุกแหล่งต่างยืนยันตรงกันว่านี่คือค่าตัวที่ทำลายสถิติเดิมของวงการฟุตบอลโลกไปโดยสิ้นเชิง และเป็นสถิติที่ไม่มีนักเตะคนไหนทำลายลงได้อีกนานหลายปี
ทำไมสโมสรทางใต้ถึงกล้าจ่ายขนาดนั้น
ในเวลานั้นนาโปลีไม่ใช่สโมสรที่มีประวัติความสำเร็จเทียบเท่ายูเวนตุสหรือมิลาน การทุ่มเงินระดับสถิติโลกให้กับนักเตะเพียงคนเดียวจึงเป็นความเสี่ยงที่สูงมากสำหรับสโมสรขนาดนี้ ผู้บริหารมองว่ามาราโดนาคือนักเตะที่สามารถยกระดับทั้งผลงานในสนามและภาพลักษณ์ของสโมสรไปพร้อมกัน เมืองเนเปิลส์เองก็เป็นเมืองใหญ่ที่มีฐานแฟนบอลจำนวนมหาศาลรอการเปลี่ยนแปลง การได้นักเตะระดับโลกมาร่วมทีมจึงเป็นเดิมพันที่ฝ่ายบริหารเชื่อว่าคุ้มค่าในระยะยาว แม้จะต้องแบกรับความเสี่ยงทางการเงินมหาศาลในระยะสั้นก็ตาม ต่างจากทีมใหญ่ทางตอนเหนือที่มีฐานผู้สนับสนุนทางธุรกิจอยู่แล้ว นาโปลีต้องพิสูจน์ตัวเองผ่านผลงานในสนามเพียงอย่างเดียว

ท่าเรือและอ่าวเนเปิลส์ที่มองเห็นภูเขาไฟวิสุเวียสอยู่ไกล ๆ คือภาพของเมืองที่มีขนาดใหญ่และมีฐานประชากรมหาศาลรอการสนับสนุนทีมฟุตบอลประจำเมืองอย่างเต็มที่ ท่าเรือแห่งนี้เป็นประตูเศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้ของอิตาลีมาอย่างยาวนาน สะท้อนว่าเนเปิลส์ไม่ได้เป็นเพียงเมืองขนาดกลางธรรมดา แต่เป็นศูนย์กลางที่มีความสำคัญของภูมิภาคทั้งหมด
วันเปิดตัวที่สนามเป็นอย่างไร
วันที่ 5 กรกฎาคม 1984 นาโปลีจัดพิธีเปิดตัวมาราโดนาที่สนามซาน เปาโล มีผู้ชมเดินทางมาร่วมพิธีเปิดตัวครั้งนี้มากถึงเจ็ดหมื่นห้าพันคน ตัวเลขนี้บอกได้ชัดเจนว่าความคาดหวังของแฟนบอลเมืองเนเปิลส์ต่อนักเตะคนใหม่สูงขนาดไหน ทั้งที่เป็นเพียงพิธีเปิดตัวที่ยังไม่มีการแข่งขันจริงเกิดขึ้นเลย จำนวนผู้ชมระดับนี้ถือว่าสูงมากสำหรับพิธีเปิดตัวนักเตะคนเดียวในยุคที่ยังไม่มีการถ่ายทอดสดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และสะท้อนว่าเมืองทั้งเมืองรอคอยการมาถึงของเขาด้วยความหวังว่าจะเปลี่ยนอนาคตของสโมสรไปตลอดกาล

ถนนแคบในย่านเก่าของเนเปิลส์เต็มไปด้วยตึกแถวสีสันต่าง ๆ เรียงตัวกันแน่น สะท้อนความหนาแน่นของเมืองที่มีผู้คนอาศัยอยู่ในพื้นที่ไม่กว้างนัก และเป็นฐานแฟนบอลที่รอต้อนรับนักเตะคนใหม่ของสโมสรอย่างเนืองแน่น ตรอกซอกซอยแบบนี้เองที่กลายเป็นพื้นที่ที่ผู้คนออกมารวมตัวกันเฉลิมฉลองทุกครั้งที่สโมสรทำผลงานได้ดีในสนาม
ฤดูกาลแรกของเขาในลีกออกมาอย่างไร
ฤดูกาล 1984 ถึง 1985 นาโปลีจบอันดับที่แปดจากสิบหกทีม ดีขึ้นสามอันดับจากฤดูกาลก่อนหน้า ด้วยผลงานสิบชนะ สิบสามเสมอ และเจ็ดแพ้ รวมสามสิบสามแต้ม มาราโดนายิงได้สิบสี่ประตูในลีก อยู่ในอันดับสามของดาวซัลโว และรวมทุกรายการยิงได้สิบเจ็ดประตู ตัวเลขเหล่านี้ยังไม่ใช่ตำแหน่งแชมป์ที่ทุกคนหวังไว้ แต่ก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่าทีมกำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นตั้งแต่ปีแรกที่เขามาร่วมทีม แฟนบอลเนเปิลส์เริ่มมองเห็นสัญญาณว่าการลงทุนก้อนใหญ่ครั้งนี้อาจไม่ใช่การเสี่ยงที่สูญเปล่า แม้ถ้วยแชมป์จะยังไม่มาถึงในทันที การพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไปในปีแรกยังช่วยให้ทีมงานและนักเตะคนอื่นในทีมมีเวลาปรับตัวให้เข้ากับสไตล์การเล่นที่มีมาราโดนาเป็นศูนย์กลางมากขึ้นเรื่อย ๆ รากฐานที่วางไว้ในฤดูกาลแรกนี้เองที่ทำให้ทีมพร้อมสำหรับการลุ้นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าในฤดูกาลต่อ ๆ มา
ดีลนี้เปลี่ยนวิธีซื้อขายของสโมสรอิตาลีอย่างไร
การที่สโมสรซึ่งไม่เคยเป็นแชมป์กล้าทุ่มเงินระดับสถิติโลกเพื่อดึงนักเตะระดับโลกมาร่วมทีม กลายเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าเงินทุนสามารถเปลี่ยนสถานะของสโมสรได้เร็วกว่าที่หลายคนคิด ดีลนี้ทำให้ความสนใจของวงการฟุตบอลอิตาลีในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 1980 หันไปทางการดึงนักเตะต่างชาติฝีเท้าดีเข้าลีกมากขึ้นเรื่อย ๆ เซเรีย อาเริ่มกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่นักเตะระดับโลกให้ความสนใจ ไม่ใช่แค่ทีมใหญ่ทางตอนเหนืออย่างมิลานหรือยูเวนตุสเท่านั้นที่มีอำนาจต่อรองในตลาดนักเตะอีกต่อไป สโมสรจากภูมิภาคอื่นของอิตาลีก็เริ่มเชื่อว่าเงินทุนที่เหมาะสมสามารถดึงนักเตะระดับโลกมาร่วมทีมได้เช่นกัน หากมีความกล้าตัดสินใจมากพอ

