ปาร์กเดแพร็งส์ 1972 สนามใหม่ก่อนเป็นบ้านประจำเปแอสเช

เจ้าหน้าที่ดูแลสนามหญ้าและอัฒจันทร์ภายในปาร์กเดแพร็งส์

ปาร์กเดแพร็งส์ 1972 คือปีที่สนามฟุตบอลแห่งนี้ในเวอร์ชันปัจจุบันเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ แต่การเปิดสนามในปีนั้นไม่ได้แปลว่าปารีส แซงต์แชร์กแมงย้ายเข้ามาเป็นเจ้าบ้านประจำทันที ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือการรวมสองเหตุการณ์นี้เข้าด้วยกัน ทั้งที่ในความเป็นจริงห่างกันถึงสองปี บทความนี้แยกให้เห็นลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่การรื้อสนามเดิม การเปิดใช้สนามใหม่ ไปจนถึงวันที่เปแอสเชย้ายเข้ามาใช้เป็นบ้านถาวรจริง ๆ

สนามใหม่สร้างต่อจากพื้นที่เดิมอย่างไร

ก่อนจะมีปาร์กเดแพร็งส์เวอร์ชันปัจจุบัน พื้นที่เดียวกันนี้เคยเป็นที่ตั้งของสนามรุ่นที่สองซึ่งเปิดใช้งานมาตั้งแต่ปี 1932 และให้บริการเรื่อยมาจนถึงปี 1970 เมื่อทางการปารีสมีแผนสร้างถนนวงแหวนรอบเมืองที่เรียกว่าเปรีเฟรีก การรื้อสนามเดิมจึงเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 1967 เพื่อเปิดทางให้ทั้งถนนวงแหวนและสนามเวอร์ชันใหม่เกิดขึ้นพร้อมกันในพื้นที่เดียวกัน สนามใหม่ออกแบบโดยสถาปนิกโรเฌร์ ตายีแบร์ ด้วยงบประมาณก่อสร้างราว 150 ล้านฟรังก์ฝรั่งเศส และได้รับการยกให้เป็นสนามแห่งแรกในทวีปยุโรปที่ติดตั้งระบบไฟส่องสว่างไว้ในโครงสร้างหลังคาโดยตรง แทนที่จะใช้เสาไฟแยกต่างหากแบบสนามทั่วไปในยุคนั้น กระบวนการทั้งหมดตั้งแต่การรื้อสนามเดิมจนถึงวันเปิดใช้งานสนามใหม่กินเวลาราวห้าปี คือระหว่างปี 1967 ถึง 1972 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่กรุงปารีสกำลังปรับผังเมืองครั้งใหญ่บริเวณขอบเมืองชั้นในเพื่อรองรับถนนวงแหวนสายใหม่

วันที่25พฤษภาคมกับ4มิถุนายนหมายถึงอะไร

สนามเวอร์ชันใหม่เปิดใช้งานครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 1972 ด้วยนัดกระชับมิตรระดับสมัครเล่นระหว่างทีมชาติฝรั่งเศสกับทีมชาติสหภาพโซเวียต ซึ่งทีมฝรั่งเศสแพ้ไป 1 ต่อ 3 ในนัดนั้น ส่วนนัดแข่งขันอย่างเป็นทางการระดับอาชีพนัดแรกเกิดขึ้นในเวลาต่อมาไม่นาน คือวันที่ 4 มิถุนายน 1972 ซึ่งเป็นนัดชิงชนะเลิศคูปเดอฟรองซ์ระหว่างบาสเตียกับโอลิมปิก มาร์กเซย

โครงสร้างคอนกรีตทรงกลีบดอกไม้ด้านนอกของสนามปาร์กเดแพร็งส์ในกรุงปารีส
ด้านนอกของสนามปาร์กเดแพร็งส์ สนามเหย้าปัจจุบันของปารีส แซงต์แชร์กแมง

การมีสองวันที่ใกล้เคียงกันเช่นนี้อธิบายได้ว่าทำไมบางแหล่งข้อมูลจึงระบุว่าสนามเปิดในเดือนพฤษภาคม ขณะที่บางแหล่งระบุว่าเปิดในเดือนมิถุนายน ทั้งสองวันที่ถูกต้องทั้งคู่ เพียงแต่หมายถึงคนละเหตุการณ์ วันแรกคือพิธีเปิดอย่างไม่เป็นทางการซึ่งเป็นนัดสาธิตระดับสมัครเล่น ส่วนวันหลังคือนัดแข่งขันอย่างเป็นทางการนัดแรกที่จัดขึ้นในสนามแห่งนี้ ผู้ที่ศึกษาประวัติสนามควรอ้างอิงทั้งสองวันที่พร้อมระบุบริบทให้ชัดเจนเสมอ แทนที่จะเลือกใช้เพียงวันเดียวแล้วเรียกว่าเป็นวันเปิดสนามโดยไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติม

เปแอสเชเป็นเจ้าบ้านประจำเมื่อใด

แม้สนามใหม่จะเปิดใช้งานตั้งแต่กลางปี 1972 แต่ปารีส แซงต์แชร์กแมงไม่ได้ย้ายเข้ามาใช้เป็นสนามเหย้าทันที ในช่วงสองปีแรกหลังการแยกตัวจากปารีส เอฟซีเมื่อปี 1972 ทีมยังคงใช้สนามฌ็อง-บวงและสนามบาวเออร์ที่แซ็งตูอ็องเป็นฐานลงเล่นแทน ปารีส แซงต์แชร์กแมงเพิ่งลงเล่นที่ปาร์กเดแพร็งส์เป็นครั้งแรกในนัดทีมสำรองช่วงเดือนพฤศจิกายน 1973 ก่อนจะย้ายเข้ามาใช้เป็นสนามเหย้าถาวรอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม 1974 ซึ่งตรงกับช่วงเวลาเดียวกับที่ทีมได้กลับขึ้นไปเล่นในดิวิชั่น 1 อีกครั้งหลังจากตกไปอยู่ในสถานะทีมสมัครเล่นระดับดิวิชั่น 3 มาก่อนหน้านั้น ระยะเวลาห่างกันเกือบสองปีระหว่างวันเปิดสนามกับวันที่เปแอสเชเข้ามาเป็นเจ้าบ้านประจำจึงเป็นข้อเท็จจริงที่ควรแยกออกจากกันอย่างชัดเจน ไม่ควรเหมารวมว่าสนามเปิดวันไหน ทีมก็ต้องเข้ามาใช้งานทันทีในวันเดียวกัน ที่น่าสนใจคือปีเดียวกับที่สนามใหม่เปิดใช้งานคือปี 1972 กลับเป็นปีเดียวกับที่ปารีส แซงต์แชร์กแมงเพิ่งแยกตัวออกจากปารีส เอฟซี และต้องตกไปเล่นในสถานะทีมสมัครเล่นระดับดิวิชั่น 3 ทำให้ในปีที่สนามใหม่อันทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรปเปิดตัว เปแอสเชกลับยังห่างไกลจากการได้ใช้สนามแห่งนี้เป็นบ้านของตัวเองอยู่มาก

ภาพอาคารบอกอะไรได้โดยไม่อ้างบรรยากาศเกม

ตัวอาคารของปาร์กเดแพร็งส์เองมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นมากพอจะเล่าเรื่องได้โดยไม่ต้องอ้างอิงถึงนัดแข่งขันใดนัดหนึ่งโดยเฉพาะ โครงสร้างคอนกรีตรูปทรงคล้ายกลีบดอกไม้ที่โอบล้อมรอบสนามคือลายเซ็นของโรเฌร์ ตายีแบร์ ซึ่งยังคงเป็นรูปลักษณ์หลักของสนามมาจนถึงปัจจุบัน ในแง่งบประมาณและวิศวกรรม โครงสร้างคอนกรีตที่โค้งยกตัวขึ้นรอบสนามยังถูกออกแบบให้ทำหน้าที่เป็นทั้งอัฒจันทร์และหลังคากันสาดในตัวเดียวกัน ซึ่งเป็นแนวคิดที่ค่อนข้างล้ำสมัยเมื่อเทียบกับสนามฟุตบอลส่วนใหญ่ในทวีปยุโรปช่วงต้นทศวรรษ 1970

เสาไฟสปอตไลท์ของสนามฟุตบอลที่ส่องสว่างกลางความมืดยามค่ำคืน
ชุดไฟสปอตไลท์เหนืออัฒจันทร์ในสนามฟุตบอลยามค่ำคืน

เมื่อมองภาพถ่ายของปาร์กเดแพร็งส์ไม่ว่าจะเป็นภาพในยุคใด สิ่งที่ควรระบุให้ถูกต้องคือภาพนั้นแสดงอะไรจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวอาคาร บรรยากาศรอบสนาม หรือช่วงเวลาที่ถ่ายภาพ มากกว่าจะเดาไปเองว่าเป็นภาพจากนัดแข่งขันประวัติศาสตร์นัดใดนัดหนึ่งโดยไม่มีหลักฐานยืนยัน การแยกแยะระหว่างสิ่งที่เห็นในภาพกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตจึงเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับการอ่านเนื้อหาเกี่ยวกับสนามฟุตบอลเก่าแก่อย่างปาร์กเดแพร็งส์ให้ถูกต้อง หลักการเดียวกันนี้ใช้ได้กับสนามฟุตบอลประวัติศาสตร์แห่งอื่นทั่วยุโรปเช่นกัน ไม่ใช่เฉพาะปาร์กเดแพร็งส์เพียงแห่งเดียว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นรายละเอียดที่ตรวจสอบได้จากตัวอาคารเองโดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องอ้างอิงถึงผลการแข่งขันหรือบรรยากาศแฟนบอลนัดใดนัดหนึ่งเลย และเป็นเหตุผลว่าทำไมภาพถ่ายสถาปัตยกรรมของสนามจึงมีคุณค่าในตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาเรื่องเล่าจากนัดแข่งขันใดนัดหนึ่งมาประกอบ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

24/7 Fun8824/7 JBO