สเนลลาถึงบาเตอซ์ คือคำอธิบายสั้น ๆ ที่สรุปการส่งไม้ต่อในตำแหน่งผู้จัดการทีมของแซงต์เอเตียนช่วงปี 1967 เมื่อทีมยังคงรักษาตำแหน่งแชมป์ลีกเอิงต่อเนื่องหลายฤดูกาลติดต่อกัน แต่ความต่อเนื่องนี้ไม่ได้แปลว่าทุกถ้วยรางวัลเกิดจากมือของผู้จัดการคนเดียว ฤดูกาล 1966/67 ปิดฉากลงด้วยตำแหน่งแชมป์ภายใต้การคุมทีมของฌอง สเนลลา ก่อนที่อัลแบร์ บาเตอซ์จะเข้ามารับช่วงต่อในซัมเมอร์ปีเดียวกันและพาทีมเก็บแชมป์ต่อเนื่องอีกสองสมัยในปี 1968 และ 1969 บทความนี้แยกให้เห็นว่าใครทำอะไรในช่วงไหน เพื่อไม่ให้ผู้อ่านสรุปรวบว่าเป็นผลงานของคนคนเดียวตลอดสามปี
แชมป์1967อยู่ใต้ผู้จัดการคนใด
ในฤดูกาล 1966/67 แซงต์เอเตียนคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 ของฝรั่งเศสภายใต้การคุมทีมของฌอง สเนลลา ปิดท้ายด้วยการขับเคี่ยวอย่างสูสีกับน็องต์ตลอดฤดูกาล ก่อนที่ทีมจากแคว้นลัวร์จะรักษาตำแหน่งจ่าฝูงไว้ได้จนจบฤดูกาล นี่คือแชมป์ลีกสมัยที่ทีมสร้างขึ้นบนรากฐานที่สเนลลาวางไว้มาหลายปีก่อนหน้า เมื่อจบฤดูกาลนั้นสเนลลาไม่ได้คุมทีมต่อ และสโมสรได้แต่งตั้งอัลแบร์ บาเตอซ์เข้ามาทำหน้าที่แทนตั้งแต่ฤดูกาลใหม่ ข้อเท็จจริงนี้สำคัญเพราะสื่อและแฟนบอลจำนวนไม่น้อยมักเข้าใจผิดว่าบาเตอซ์เป็นผู้พาทีมคว้าแชมป์ตั้งแต่ปี 1967 ทั้งที่จริงแล้วเขาเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งหลังจบฤดูกาลนั้น การแยกให้ชัดว่าแชมป์ปีไหนอยู่ใต้ผู้จัดการคนใดจึงเป็นจุดตั้งต้นที่จำเป็นก่อนจะพูดถึงความต่อเนื่องในปีต่อ ๆ มา
บาเตอซ์รับช่วงพร้อมฐานแบบไหน
อัลแบร์ บาเตอซ์เดินทางมาแซงต์เอเตียนหลังจากประสบความสำเร็จที่สตาดแดอ็องส์ ทั้งในฐานะนักเตะและผู้จัดการทีมมาก่อน เขาไม่ได้เข้ามาสร้างทีมขึ้นใหม่จากศูนย์ แต่รับช่วงต่อจากฐานผู้เล่นที่สเนลลาวางรากฐานไว้แล้ว ทีมที่บาเตอซ์ได้รับมามีนักเตะที่คุ้นเคยกับการเล่นในระดับแชมป์อยู่แล้ว งานของเขาจึงเป็นการต่อยอดมากกว่าการรื้อระบบทั้งหมด ตลอดช่วงที่คุมทีมระหว่างปี 1967 ถึง 1972 บาเตอซ์คุมทัพลงสนามรวม 226 นัด และภายหลังได้รับการยกย่องจากนิตยสารฟรานซ์ฟุตบอลในปี 2013 ให้เป็นหนึ่งในผู้จัดการทีมที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลฝรั่งเศส สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากสเนลลาคือแนวทางการทำงานที่เน้นความเป็นระเบียบและการวางแผนระยะยาว มากกว่าการอาศัยแรงผลักดันเฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียว

การที่บาเตอซ์รับช่วงทีมที่แข็งแกร่งอยู่แล้วไม่ได้แปลว่างานของเขาง่ายไปโดยอัตโนมัติ เพราะการรักษามาตรฐานแชมป์ให้ต่อเนื่องมักยากกว่าการไล่ล่าแชมป์ครั้งแรก ผู้เล่นชุดที่เคยคว้าแชมป์กับสเนลลาต้องปรับตัวเข้ากับแนวทางใหม่ของบาเตอซ์ ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาผลงานในสนามให้อยู่ในระดับสูงสุดของประเทศต่อไป
ความต่อเนื่อง1968และ1969ตรวจจากอะไร
ฤดูกาล 1967/68 คือปีแรกเต็มของบาเตอซ์ในตำแหน่งผู้จัดการทีม และผลงานที่ออกมาคือดับเบิลแชมป์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร ทั้งแชมป์ลีกและแชมป์คูปเดอฟรองซ์ในฤดูกาลเดียวกัน ต่อมาในฤดูกาล 1968/69 ทีมยังคงรักษาบัลลังก์แชมป์ลีกไว้ได้อีกสมัย แม้ว่าจะสูญเสียรัชิด เมกลูฟี กองกลางตัวสำคัญที่ย้ายไปบาสเตียตั้งแต่ซัมเมอร์ปี 1968 ก็ตาม บาเตอซ์แก้ปัญหาด้วยการดันผู้เล่นอายุน้อยขึ้นมาเป็นตัวหลัก อาทิ กาเมรินีวัย 20 ปี ฌ็อง-มีแชล ลาร์เกวัย 21 ปี รวมถึงเบเรตาและแอร์แว เรอแวลลีวัย 22 ปี ซึ่งทั้งหมดกลายเป็นกำลังสำคัญที่ทำให้ทีมไม่สะดุดแม้ต้องเสียผู้เล่นระดับแกนนำไป ความสำเร็จสามฤดูกาลติดต่อกันตั้งแต่ 1967 ถึง 1969 ถูกเรียกในเอกสารของสโมสรว่าเป็นการทำสิ่งที่ไม่เคยมีทีมใดในลีกทำได้มาก่อน แม้ว่าแชมป์แรกในจำนวนนั้นจะเป็นผลงานของสเนลลา ไม่ใช่บาเตอซ์ก็ตาม
เมื่อถึงฤดูกาล 1969/70 บาเตอซ์พาทีมทำผลงานได้ดียิ่งขึ้นไปอีก ด้วยการคว้าสามแชมป์ในปีเดียว ทั้งลีก คูปเดอฟรองซ์ และแชมป์รุ่นเยาวชนกัมบาร์เดลลา ซึ่งยืนยันว่าการเปลี่ยนผู้จัดการทีมในปี 1967 ไม่ได้ทำให้มาตรฐานของสโมสรลดลงแต่อย่างใด ตรงกันข้าม กลับพัฒนาต่อยอดจนกลายเป็นช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์สโมสร
เหตุใดการสืบทอดไม่ใช่การทำเหมือนเดิมทุกอย่าง
หากมองผิวเผิน การที่แซงต์เอเตียนคว้าแชมป์ต่อเนื่องหลายปีอาจดูเหมือนเป็นเรื่องของการรักษาสูตรสำเร็จเดิมไว้โดยไม่เปลี่ยนแปลง แต่ข้อเท็จจริงในสนามกลับแสดงให้เห็นตรงกันข้าม การส่งต่องานจากสเนลลาสู่บาเตอซ์เกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในคราวเดียวกัน ทั้งการสูญเสียผู้เล่นตัวหลักอย่างเมกลูฟี การดันดาวรุ่งชุดใหม่ขึ้นมาแทนที่ และแนวทางการทำงานของผู้จัดการทีมที่เปลี่ยนไปตามสไตล์ของแต่ละคน สิ่งที่ทำให้ทีมยังคงความเป็นแชมป์ไว้ได้คือความสามารถในการปรับตัวของทั้งผู้จัดการทีมและนักเตะ ไม่ใช่การทำซ้ำสิ่งเดิมโดยไม่เปลี่ยนแปลงสิ่งใดเลย

การแยกแยะระหว่างคำว่าความต่อเนื่องกับความเหมือนเดิมจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ที่ศึกษาประวัติศาสตร์ลีกเอิงในยุคนี้ เพราะหากเข้าใจผิดว่าทุกแชมป์เป็นผลงานของผู้จัดการทีมคนเดียวตลอดสามปี จะทำให้มองข้ามบทบาทของสเนลลาผู้วางรากฐานทีมไว้ตั้งแต่ต้น รวมถึงมองข้ามการปรับตัวของบาเตอซ์ที่ต้องบริหารทีมท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงตัวผู้เล่นสำคัญ ท้ายที่สุดแล้ว ตำนานสามแชมป์ติดต่อกันของแซงต์เอเตียนในช่วงปลายทศวรรษ 1960 จึงเป็นเรื่องราวของคนสองรุ่นที่ส่งต่อความรับผิดชอบกันอย่างมีเงื่อนไข ไม่ใช่เรื่องราวของบุคคลเพียงคนเดียวที่ครองความสำเร็จไว้ตลอดกาล

