ค่าตัวสถิติโลกในเซเรีย อา เกิดขึ้นสองปีติดต่อกันในช่วงเปลี่ยนสหัสวรรษ เมื่อคริสเตียน วิเอรีย้ายมาอินเตอร์ มิลานในปี 1999 ด้วยค่าตัวราว 49 ล้านยูโร ก่อนที่เอร์นัน เครสโปจะทุบสถิตินั้นอีกครั้งในปี 2000 ด้วยค่าตัวราว 56 ล้านยูโรตอนย้ายไปลาซิโอ สองดีลนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่น่าตกใจ แต่เป็นภาพแทนของช่วงเวลาที่สโมสรอิตาลีกล้าใช้เงินมากที่สุดในโลกฟุตบอล ก่อนที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปในเวลาไม่ถึงสิบปี
สองดีลนี้เกิดขึ้นปีไหนและมูลค่าเท่าไร
ฤดูร้อนปี 1999 อินเตอร์ มิลานทุ่มเงินราว 49 ล้านยูโรดึงวิเอรีจากลาซิโอ ทำให้เขากลายเป็นนักเตะที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลกตอนนั้น ประธานสโมสรมัสซิโม โมรัตติและผู้จัดการทีมมาร์เชลโล ลิปปีเป็นผู้ผลักดันดีลนี้ หลังเคยร่วมงานกันมาก่อนที่ยูเวนตุส เพียงปีเดียวถัดมา ลาซิโอก็ทุบสถิติของตัวเองที่เคยเสียวิเอรีไป ด้วยการทุ่มเงินราว 56 ล้านยูโรซื้อเครสโปจากปาร์มา ทำให้กองหน้าชาวอาร์เจนตินาแซงหน้าวิเอรีขึ้นเป็นนักเตะแพงที่สุดในโลกแทน สองปีติดต่อกันที่สถิติโลกถูกทำลายโดยสโมสรจากลีกเดียวกัน กลายเป็นเครื่องยืนยันว่าเซเรีย อาในตอนนั้นคือลีกที่มีกำลังซื้อสูงที่สุดในยุโรป ไม่ใช่พรีเมียร์ลีกหรือลาลีกาอย่างที่หลายคนอาจคุ้นเคยในปัจจุบัน ทั้งวิเอรีและเครสโปต่างเคยเล่นให้ปาร์มามาก่อน สโมสรที่ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ทำหน้าที่เป็นแหล่งปั้นนักเตะฝีเท้าดีป้อนให้ทีมใหญ่กว่าอย่างต่อเนื่อง การที่ทั้งคู่ย้ายออกจากปาร์มาไปสู่สโมสรที่ใหญ่กว่าด้วยค่าตัวระดับโลก จึงสะท้อนภาพรวมของตลาดนักเตะปี 2000 ได้ชัดเจนว่าเงินไหลจากทีมขนาดกลางไปสู่ทีมยักษ์ใหญ่ในเมืองสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ
ทำไมสโมสรอิตาลีถึงจ่ายไหวในช่วงนั้น
คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่โครงสร้างการขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด ปลายฤดูกาล 1998 ถึง 1999 สโมสรในเซเรีย อาเลิกเจรจาลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดร่วมกันเป็นกลุ่ม แล้วเปลี่ยนมาให้แต่ละสโมสรเจรจาขายสิทธิ์ของตัวเองแยกกัน ระบบนี้ใช้ต่อเนื่องมาจนถึงฤดูกาล 2010 ถึง 2011 ก่อนจะกลับไปเจรจาร่วมกันอีกครั้ง

ผลของการขายแยกรายสโมสรคือทีมใหญ่ในเมืองใหญ่อย่างมิลานหรือโรมสามารถเรียกราคาสิทธิ์ถ่ายทอดสดของตัวเองได้สูงกว่าทีมเล็ก เพราะมีฐานแฟนบอลและเรตติ้งที่สถานีโทรทัศน์ต้องการมากกว่า เงินก้อนใหญ่จากช่องทางนี้จึงไหลเข้าสโมสรอย่างอินเตอร์และลาซิโอโดยตรง กลายเป็นทุนที่ใช้ไล่ซื้อนักเตะระดับโลกได้ต่อเนื่องหลายปี ไม่ใช่แค่ดีลใดดีลหนึ่งที่เกิดขึ้นเพราะโชคช่วย
ผู้เล่นที่ซื้อมาทำผลงานคุ้มหรือไม่
ในแง่ผลงานล้วน ทั้งคู่ตอบแทนความเชื่อมั่นได้จริง เครสโปเล่นให้ลาซิโอสองฤดูกาลตั้งแต่ 2000 ถึง 2002 ฤดูกาลแรกเป็นช่วงที่ดีที่สุดของเขา เขายิงได้ 26 ประตูจนคว้าตำแหน่งดาวซัลโวเซเรีย อาประจำฤดูกาล 2000 ถึง 2001 พร้อมช่วยให้ลาซิโอคว้าซูเปอร์โคปปาอิตาเลียนาในปีเดียวกัน ก่อนฤดูกาลที่สองจะสะดุดเพราะอาการบาดเจ็บจนทำได้ 13 ประตูในลีก รวมสองฤดูกาลเขาลงเล่น 54 นัด ยิงได้ 39 ประตูให้ลาซิโอ ส่วนวิเอรีที่อินเตอร์ก็ยืนระยะได้นานกว่า เขายิง 22 ประตูจาก 25 นัดในฤดูกาล 2001 ถึง 2002 แล้วทำได้ดีกว่าเดิมอีกในฤดูกาลถัดมาด้วย 24 ประตูจาก 23 นัด จนคว้าตำแหน่งดาวซัลโวเซเรีย อาประจำฤดูกาล 2002 ถึง 2003 ไปครอง ตัวเลขเหล่านี้ยืนยันว่าเงินก้อนมหาศาลที่จ่ายไปไม่ได้สูญเปล่า อย่างน้อยก็ในแง่ผลงานส่วนบุคคลของนักเตะทั้งสองคน
ทำไมช่วงใช้เงินหนักถึงจบลงเร็ว
แม้ผลงานในสนามจะคุ้มค่า แต่โครงสร้างการเงินที่พึ่งพิงลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดรายสโมสรกลับมีจุดอ่อนที่ซ่อนอยู่ เมื่อทีมใหญ่มีรายได้เหนือทีมเล็กมากขึ้นเรื่อยๆ ความสามารถในการแข่งขันของลีกโดยรวมก็ลดลง สโมสรขนาดกลางบางแห่งเริ่มมีปัญหาสภาพคล่องเพราะรายได้ไม่เติบโตตามทีมใหญ่ ขณะที่ทีมใหญ่เองก็ยังต้องแบกรับค่าจ้างนักเตะระดับโลกที่พุ่งสูงตามค่าตัว เมื่อเศรษฐกิจของบางบริษัทที่อยู่เบื้องหลังสโมสรเริ่มสั่นคลอนในช่วงต้นทศวรรษ 2000 การใช้เงินซื้อนักเตะระดับโลกต่อเนื่องแบบเดิมจึงทำได้ยากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตลาดนักเตะปี 2000 ที่เคยร้อนแรงจึงค่อยๆ เย็นลงในเวลาไม่กี่ปีถัดมา ไม่มีดีลระดับสถิติโลกจากสโมสรอิตาลีเกิดขึ้นต่อเนื่องอีกเลย สโมสรบางแห่งที่เคยใช้เงินซื้อนักเตะแบบไม่ยั้งในช่วงนั้นต้องใช้เวลาหลายปีถัดมาเพื่อปรับโครงสร้างหนี้และค่าจ้างให้กลับมาสมดุลกับรายได้จริงของตัวเองอีกครั้ง
บทเรียนนี้ยังเห็นผลในตลาดปัจจุบันไหม
ทุกวันนี้เซเรีย อากลับไปเจรจาลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดร่วมกันเป็นกลุ่มแล้ว ซึ่งช่วยลดช่องว่างรายได้ระหว่างทีมใหญ่กับทีมเล็กเมื่อเทียบกับยุคที่สโมสรอิตาลีใช้เงินหนักแบบต่างคนต่างขายสิทธิ์ของตัวเอง สโมสรในอิตาลีปัจจุบันจึงระมัดระวังการใช้เงินก้อนใหญ่มากกว่าเดิม มักเลือกซื้อนักเตะด้วยเงื่อนไขผ่อนชำระหลายงวดหรือใช้ระบบยืมพร้อมสิทธิ์ซื้อขาดแทนการจ่ายเงินก้อนเดียว ต่างจากภาพจำในอดีตที่ทีมอย่างอินเตอร์หรือลาซิโอกล้าเซ็นเช็คซื้อนักเตะระดับสถิติโลกได้ในทันที

ร้านค้าของสโมสรในอิตาลีทุกวันนี้ยังคงแขวนเสื้อของหลายทีมให้แฟนบอลเลือกซื้อเหมือนเดิม แต่เบื้องหลังการดึงตัวนักเตะแต่ละคนกลับใช้วิธีคิดที่รัดกุมกว่ายุคของวิเอรีและเครสโปมาก สโมสรใหญ่บางแห่งถึงกับต้องขายนักเตะตัวหลักออกก่อนเพื่อหาเงินมาซื้อนักเตะคนใหม่ ต่างจากยุคที่จ่ายเงินก้อนเดียวได้ทันทีโดยไม่ต้องรอขายใครออกก่อน เรื่องราวของวิเอรีและเครสโปจึงยังถูกพูดถึงในฐานะสัญลักษณ์ของยุคที่เซเรีย อาเคยเป็นลีกที่มีกำลังซื้อสูงที่สุดในโลก ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับสู่ความระมัดระวังมากขึ้นในเวลาต่อมา

