เบนท์เฮาส์ โค้ชผู้พาสตุ๊ตการ์ทคว้าแชมป์บุนเดสลีกาเยอรมัน

เฮลมุท เบนท์เฮาส์ กุนซือ สตุ๊ตการ์ท

เบนท์เฮาส์ คือชื่อของเฮลมุท เบนท์เฮาส์ โค้ชที่พาวีเอฟเบ สตุ๊ตการ์ทคว้าแชมป์บุนเดสลีกาสมัยแรกในปี 1984 โดยที่ทีมของเขาไม่ได้มีดาวยิงคนใดคนหนึ่งที่ครองอันดับดาวซัลโวของลีกเลยแม้แต่คนเดียว ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากการกระจายภาระทำประตูไปทั่วทั้งทีมและประสบการณ์การคุมทีมที่เบนท์เฮาส์สั่งสมมาจากต่างประเทศก่อนหน้านั้นหลายปี ก่อนฤดูกาลนั้นสตุ๊ตการ์ทไม่ได้ถูกมองว่าเป็นตัวเต็งแชมป์เลยด้วยซ้ำ เพราะทีมที่ถูกจับตามองส่วนใหญ่มักเป็นบาเยิร์น มิวนิกหรือฮัมบูร์กที่มีผลงานโดดเด่นต่อเนื่องมาหลายฤดูกาลก่อนหน้า การที่สตุ๊ตการ์ทแซงขึ้นมาคว้าแชมป์ได้จึงถือเป็นเรื่องที่สร้างความประหลาดใจให้กับวงการฟุตบอลเยอรมันไม่น้อย

เบนท์เฮาส์ โค้ชจากสวิตเซอร์แลนด์เข้ามาแก้อะไร

ก่อนจะมารับตำแหน่งที่สตุ๊ตการ์ทในปี 1982 เฮลมุท เบนท์เฮาส์ใช้เวลาถึง 17 ปีคุมทีมเอฟซี บาเซิลในสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเขาสามารถพาทีมคว้าแชมป์ลีกได้ถึง 7 สมัยและแชมป์ถ้วยอีก 2 สมัยตลอดช่วงเวลานั้น ประสบการณ์การคุมทีมยาวนานขนาดนี้ทำให้เขาเข้าใจวิธีสร้างทีมที่มั่นคงในระยะยาวมากกว่าโค้ชที่เพิ่งเริ่มต้นอาชีพ เมื่อมาถึงสตุ๊ตการ์ท เขาไม่ได้พยายามเปลี่ยนทุกอย่างในทันที แต่ค่อย ๆ ปรับระบบการเล่นให้เข้ากับผู้เล่นที่มีอยู่ พร้อมทั้งปลูกฝังวินัยและความอดทนให้กับทีมทีละขั้นตอน จนกระทั่งฤดูกาล 1983/84 ผลงานของทีมก็พัฒนาขึ้นจนสามารถลุ้นแชมป์ได้อย่างจริงจังเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ความอดทนของเบนท์เฮาส์ในการไม่เร่งผลลัพธ์ตั้งแต่ปีแรกยังสะท้อนแนวคิดที่แตกต่างจากโค้ชหลายคนในยุคนั้นที่มักถูกกดดันให้สร้างผลงานทันทีในฤดูกาลแรก เขาเลือกใช้เวลาสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างผู้เล่นก่อน แล้วจึงค่อยผลักดันให้ทีมยกระดับขึ้นเมื่อพื้นฐานแน่นพอ

โอห์ลิเชอร์กับแกนกลางทีม

ชิงช้าสวรรค์และแม่น้ำเน็คคาร์ในย่านคานสตัทท์เมืองสตุ๊ตการ์ท
บริเวณคานสตัทเทอร์วาเซินริมแม่น้ำเน็คคาร์ ย่านเดียวกับที่ตั้งสนามเหย้าของสตุ๊ตการ์ท

ในนัดรองสุดท้ายของฤดูกาล 1983/84 สตุ๊ตการ์ทเดินทางไปเยือนแวร์เดอร์ เบรเมนและเอาชนะไปได้ 2 ต่อ 1 โดยแฮร์มันน์ โอห์ลิเชอร์เป็นผู้ทำประตูชัยในนาทีที่ 82 ซึ่งเป็นจังหวะสำคัญที่ทำให้ทีมกุมความได้เปรียบก่อนถึงนัดสุดท้ายของฤดูกาล ส่วนคาร์ลไฮนซ์ เฟอร์สเตอร์รับหน้าที่กัปตันทีมและเป็นผู้ยกถ้วยแชมป์ในท้ายที่สุด การแบ่งบทบาทที่ชัดเจนระหว่างผู้ทำประตูชัยในจังหวะสำคัญกับผู้นำทีมที่คอยประสานงานทั้งในและนอกสนามคือสิ่งที่ทำให้ทีมชุดนี้มีความมั่นคงมากกว่าทีมที่พึ่งพาผู้เล่นเพียงคนเดียว แฟนบอลที่ติดตามทีมในฤดูกาลนั้นมักเล่าว่าทั้งสองคนคือแกนกลางที่แท้จริงของทีมชุดแชมป์ แม้จะไม่ใช่ชื่อที่โด่งดังที่สุดในลีกเมื่อเทียบกับดาวยิงของทีมอื่น ในนัดชี้ชะตาที่เบรเมนนั้น ทีมต้องเล่นภายใต้แรงกดดันสูงเพราะรู้ดีว่าผลการแข่งขันจะส่งผลโดยตรงต่อโอกาสคว้าแชมป์ในนัดสุดท้าย การที่โอห์ลิเชอร์สามารถทำประตูชัยได้ในช่วงท้ายเกมจึงเป็นจังหวะที่แฟนบอลสตุ๊ตการ์ทจดจำได้ดีที่สุดจังหวะหนึ่งของฤดูกาลนั้น

เกมรุกกระจายภาระทำประตู

อัฒจันทร์สีแดงภายในไรน์เอแนร์กีชตาดิโอนในโคโลญจน์
อัฒจันทร์ของไรน์เอแนร์กีชตาดิโอน อีกหนึ่งสนามบุนเดสลีกาในยุคเดียวกัน

จุดเด่นที่สุดของทีมสตุ๊ตการ์ทชุดแชมป์ 1984 คือการไม่มีผู้เล่นคนใดคนหนึ่งที่ทำประตูโดดเด่นจนกลายเป็นดาวซัลโวของลีก ต่างจากทีมแชมป์ในหลายฤดูกาลก่อนหน้าที่มักมีกองหน้าตัวเป้าทำประตูทิ้งห่างเพื่อนร่วมทีมอย่างชัดเจน แนวทางของเบนท์เฮาส์เน้นให้ผู้เล่นหลายตำแหน่งมีส่วนร่วมในการสร้างโอกาสทำประตู ทั้งกองกลางที่ขึ้นมาร่วมบุกและกองหน้าที่สลับตำแหน่งกันวิ่งเพื่อดึงแนวรับคู่แข่งให้เสียจังหวะ วิธีนี้ทำให้คู่แข่งวางแผนรับมือได้ยากกว่าเดิม เพราะไม่สามารถเพ่งเล็งไปที่ผู้เล่นคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษได้ ทีมที่เล่นแบบกระจายความรับผิดชอบเช่นนี้มักถูกมองว่าอาศัยระบบทีมมากกว่าฝีเท้าส่วนตัวของนักเตะ ซึ่งเป็นแนวทางที่เบนท์เฮาส์นำมาใช้จนประสบความสำเร็จในที่สุด ในนัดสุดท้ายของฤดูกาล ฮัมบูร์กซึ่งตามหลังอยู่ยังมีโอกาสทางคณิตศาสตร์ที่จะแซงคว้าแชมป์ได้ แต่ต้องเอาชนะคู่แข่งด้วยสกอร์ห่างถึงห้าประตูในเกมนัดปิดฤดูกาล ทว่าฮัมบูร์กกลับพ่ายแพ้ในบ้านตัวเองแทน ทำให้สตุ๊ตการ์ทได้แชมป์ไปครองอย่างเป็นทางการโดยไม่ต้องลุ้นผลจากสนามอื่นอีกต่อไป

ความสำเร็จในฐานะผู้เล่นและโค้ช

สิ่งที่ทำให้เรื่องราวของเบนท์เฮาส์พิเศษกว่าโค้ชคนอื่นคือเขาเคยคว้าแชมป์บุนเดสลีกามาแล้วในฐานะนักเตะกับสโมสร 1.เอฟซี โคโลญจน์เมื่อปี 1964 ก่อนจะมาคว้าแชมป์อีกครั้งในฐานะโค้ชกับสตุ๊ตการ์ทในปี 1984 ทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่คว้าแชมป์ลีกได้ทั้งสองบทบาทซึ่งไม่มีโค้ชคนใดในบุนเดสลีกาเคยทำได้มาก่อนในเวลานั้น ความสำเร็จครั้งนี้ยังเป็นแชมป์ลีกสมัยแรกของสตุ๊ตการ์ทในยุคบุนเดสลีกา และเป็นแชมป์ระดับประเทศครั้งแรกของสโมสรในรอบ 32 ปีนับจากที่เคยคว้าแชมป์ในระบบเก่าเมื่อปี 1952 คืนที่ทีมคว้าแชมป์ได้สำเร็จ แฟนบอลกว่า 71,000 คนแน่นสนามเนคคาร์ชตาดิโอน ขณะที่อีกกว่า 25,000 คนรวมตัวกันฉลองที่จัตุรัสใจกลางเมืองสตุ๊ตการ์ท เบนท์เฮาส์คุมทีมสตุ๊ตการ์ทต่อจนถึงปี 1985 ก่อนจะเดินทางกลับไปใช้ชีวิตที่สวิตเซอร์แลนด์ในเมืองรีเฮนใกล้ชายแดนเยอรมนี แม้จะไม่ได้คุมทีมในบุนเดสลีกาต่ออีกหลังจากนั้น แต่ชื่อของเขายังคงถูกกล่าวถึงทุกครั้งที่มีการพูดถึงประวัติศาสตร์แชมป์ของสตุ๊ตการ์ท ในฐานะโค้ชที่พาทีมกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งหลังรอความสำเร็จมานานกว่าสามทศวรรษ เรื่องราวของเขาจึงยังคงถูกเล่าซ้ำในหมู่แฟนบอลรุ่นต่อรุ่นของสโมสรมาจนถึงปัจจุบัน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

24/7 Fun8824/7 JBO