ดอร์ทมุนด์ดับเบิล 2012 คือฉายาที่แฟนบอลใช้เรียกฤดูกาลที่โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เก็บ 81 แต้มในบุนเดสลีกา ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดในประวัติศาสตร์ลีกเยอรมันตอนนั้น ก่อนปิดท้ายด้วยชัยชนะเหนือบาเยิร์น มิวนิก 5-2 ในนัดชิงเดเอฟเบ โพคาลที่กรุงเบอร์ลิน กลายเป็นดับเบิลแชมป์ลีกและถ้วยครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร บทความนี้แยกให้เห็นชัดว่าตัวเลขในลีกกับผลนัดชิงถ้วยต่างกันอย่างไร และดับเบิลครั้งนี้พาทีมไปสู่จุดไหนต่อในปีถัดมา
ฤดูกาล 2011/12 ในลีกจบด้วยตัวเลขอะไร
ฤดูกาล 2011/12 ดอร์ทมุนด์ภายใต้การคุมทีมของเยือร์เกน คล็อปป์ จบบุนเดสลีกาด้วย 81 แต้มจาก 34 นัด มาจากผลงานชนะ 25 นัด เสมอ 6 นัด แพ้เพียง 3 นัด ยิงได้ 80 ประตู เสีย 25 ประตู ผลต่างประตูรวมบวก 55 ทีมยังมีสถิติไม่แพ้ในลีกยาวถึง 28 นัดติดต่อกันในฤดูกาลนี้ ผลงานทั้งหมดนี้ทำให้ดอร์ทมุนด์คว้าแชมป์บุนเดสลีกาสมัยที่ 5 ของสโมสร นับเป็นแชมป์ประเทศเยอรมนีสมัยที่ 8 นับตั้งแต่ก่อตั้งทีมมา

ตัวเลข 25 ชนะ 3 แพ้ ตลอดฤดูกาลบอกอะไรได้มากกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไป เพราะทีมที่เก็บแต้มระดับนี้มักต้องรักษาความสม่ำเสมอทั้งเกมรุกและเกมรับควบคู่กันตลอด 9 เดือน ไม่ใช่แค่ทำผลงานดีในบางช่วง การเสียประตูเพียง 25 ลูกตลอดทั้งฤดูกาลก็สะท้อนว่าแนวรับของทีมมั่นคงไม่แพ้แนวรุกที่ยิงได้ถึง 80 ประตู แพ้แค่ 3 นัดจาก 34 นัดหมายความว่าในแต่ละสัปดาห์ทีมแทบไม่มีช่วงสะดุดยาว ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้แต้มสะสมพุ่งไปถึงระดับที่ไม่เคยมีทีมไหนในบุนเดสลีกาทำได้มาก่อน
ทำไม 81 แต้มจึงถูกเรียกว่าสถิติ
81 แต้มของดอร์ทมุนด์ในฤดูกาล 2011/12 ถูกบันทึกไว้ว่าเป็นสถิติใหม่ของบุนเดสลีกาภายใต้ระบบให้ 3 แต้มต่อชัยชนะ ซึ่งใช้มาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 เป็นตัวเลขที่มากกว่าทีมแชมป์ทีมก่อนหน้าเคยทำได้ในระบบเดียวกัน อย่างไรก็ตาม สถิตินี้อยู่ได้เพียงหนึ่งฤดูกาลเท่านั้น เพราะบาเยิร์น มิวนิกทำลายมันลงทันทีในฤดูกาลถัดมาคือ 2012/13 ด้วยการเก็บ 91 แต้ม ซึ่งยังคงเป็นสถิติแต้มสูงสุดของบุนเดสลีกามาจนถึงทุกวันนี้ นอกจากตัวเลขแต้มแล้ว ดอร์ทมุนด์ยังทำผลงาน 25 ชนะเท่ากับสถิติชนะสูงสุดต่อฤดูกาลที่บาเยิร์น มิวนิกเคยทำไว้ตั้งแต่ฤดูกาล 1972/73 อีกด้วย การที่ทีมทำได้ทั้งสองสถิตินี้พร้อมกันจึงเป็นเหตุผลที่ฤดูกาลนี้ถูกพูดถึงในฐานะจุดสูงสุดทางสถิติของดอร์ทมุนด์ยุคคล็อปป์
นัดชิงถ้วยเยอรมันปี 2012 เป็นอย่างไร
นัดชิงเดเอฟเบ โพคาล ฤดูกาล 2011/12 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2012 ที่โอลิมเปียสตาดิโอน กรุงเบอร์ลิน ระหว่างดอร์ทมุนด์กับบาเยิร์น มิวนิก ทีมเยือนเปิดสกอร์ก่อนได้ในนาทีที่ 25 จากจุดโทษของอาร์เยน โรบเบิน แต่ดอร์ทมุนด์ไล่ตีเสมอได้เร็วในนาทีที่ 3 จากชินจิ คากาวะ จากนั้นก็ทยอยขึ้นนำผ่านจุดโทษของมัทส์ ฮุมเมิลส์ในนาทีที่ 41 ก่อนแฟรงค์ ริเบรีจะยิงตีไข่แตกให้บาเยิร์นในนาทีที่ 75 ทว่าโรเบิร์ต เลวานดอฟสกีคือชื่อที่โดดเด่นที่สุดของนัดนี้ เพราะเขายิงเดี่ยวได้ถึง 3 ประตูในนาทีที่ 45+1, 58 และ 81 ปิดท้ายด้วยสกอร์ 5-2 ที่ทำให้ดอร์ทมุนด์คว้าถ้วยเดเอฟเบ โพคาลไปครองได้สำเร็จ
ดับเบิลครั้งนี้เป็นครั้งแรกของสโมสรไหม
ก่อนฤดูกาล 2011/12 ดอร์ทมุนด์เคยคว้าแชมป์บุนเดสลีกามาแล้วในปี 1956, 1957, 1963, 1995, 1996 และ 2002 ส่วนถ้วยเดเอฟเบ โพคาลเคยคว้ามาแล้วในปี 1965 และ 1989 แต่ไม่เคยมีปีไหนเลยที่ทีมได้ทั้งสองรายการพร้อมกันในฤดูกาลเดียว ฤดูกาล 2011/12 จึงเป็นดับเบิลลีกและถ้วยครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร และทำให้ดอร์ทมุนด์กลายเป็นหนึ่งในสี่สโมสรเยอรมันที่เคยทำดับเบิลนี้ได้ ร่วมกับบาเยิร์น มิวนิก, 1.เอฟซี โคโลญจน์ และแวร์เดอร์ เบรเมิน

การเป็นสโมสรที่สี่ในประเทศที่ทำดับเบิลได้สำเร็จบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับความยากของความสำเร็จนี้ เพราะแม้แต่สโมสรใหญ่อย่างบาเยิร์นก็ไม่ได้ทำดับเบิลได้ทุกปีที่คว้าแชมป์ลีก การที่ดอร์ทมุนด์ทำได้ในฤดูกาลเดียวกับที่ทำสถิติแต้มสูงสุดจึงยิ่งตอกย้ำว่านี่คือทีมชุดที่ดีที่สุดชุดหนึ่งในประวัติศาสตร์สโมสร ผู้เล่นชุดนี้หลายคนกลายเป็นชื่อที่แฟนบอลดอร์ทมุนด์ยังพูดถึงจนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นแนวรุกที่นำโดยเลวานดอฟสกีหรือแนวรับที่มีฮุมเมิลส์เป็นเสาหลัก
หลังฤดูกาลนี้ทีมเปลี่ยนไปอย่างไร
ผลงานที่โดดเด่นในฤดูกาล 2011/12 ทำให้ผู้เล่นหลักของดอร์ทมุนด์เป็นที่หมายปองของสโมสรใหญ่ทันที ชินจิ คากาวะ ผู้ทำประตูแรกในนัดชิงถ้วยคือรายแรกที่จากไป โดยแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดประกาศบรรลุข้อตกลงย้ายทีมกับดอร์ทมุนด์เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2012 และดำเนินการย้ายเสร็จสิ้นในวันที่ 22 มิถุนายนปีเดียวกัน ด้วยค่าตัวเริ่มต้นราว 12 ล้านปอนด์ บวกเงื่อนไขโบนัสได้อีกไม่เกิน 5 ล้านปอนด์ แม้จะสูญเสียผู้เล่นสำคัญไป ดอร์ทมุนด์ในฤดูกาลถัดมา 2012/13 ก็ยังจบอันดับ 2 ของบุนเดสลีกาด้วย 66 แต้ม ตามหลังบาเยิร์นที่ทำสถิติ 91 แต้มไปครอง และยังพาทีมเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ก่อนแพ้บาเยิร์น มิวนิก 1-2 ในนัดชิงวันที่ 25 พฤษภาคม 2013 ซึ่งเป็นนัดชิงแชมป์ยุโรปนัดแรกที่มีทีมจากเยอรมนีพบกันทั้งสองฝั่ง เมื่อมองย้อนกลับไป ฤดูกาล 2011/12 จึงไม่ใช่แค่จุดสูงสุดของสโมสรในแง่ถ้วยรางวัล แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของทีมชุดที่จะไปได้ไกลถึงนัดชิงระดับทวีปในปีต่อมาด้วย

