ลาส ปัลมาส รองแชมป์ 1969 ทีมเกาะที่บินไปทุกนัดเยือน

สนาม Estadio Insular ของลาส ปัลมาส

ลาส ปัลมาส รองแชมป์ ฤดูกาล 1968-69 เป็นเรื่องที่แฟนบอลนอกสเปนแทบไม่เคยได้ยิน เพราะทีมจากหมู่เกาะคานารีไม่ได้อยู่ในสายตาคนทั่วโลกเหมือนสโมสรใหญ่จากมาดริดหรือบาร์เซโลนา แต่ในฤดูกาลนั้น พวกเขาขึ้นไปยืนอยู่อันดับสองของลาลีกาได้จริง ทั้งที่ต้องแบกรับต้นทุนการเดินทางที่หนักกว่าทีมอื่นในลีกทั้งหมด เรื่องราวของทีมนี้จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขในตารางคะแนนเก่าๆ แต่เป็นบทพิสูจน์ว่าความสำเร็จในวงการฟุตบอลไม่ได้ผูกติดกับขนาดสโมสรหรือทำเลที่ตั้งเสมอไป

ลาส ปัลมาส ขึ้นมาอยู่อันดับสองได้อย่างไร

ลาส ปัลมาส เลื่อนชั้นขึ้นสู่ลาลีกาหลังคว้าแชมป์เซกุนด้าดิบิซิออนในฤดูกาล 1963-64 และตั้งแต่นั้นก็อยู่ในลีกสูงสุดต่อเนื่องมาโดยตลอด เมื่อถึงฤดูกาล 1968-69 ทีมก็ทำผลงานได้ดีที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร ด้วยการจบอันดับสองด้วย 38 แต้ม ตามหลังเรอัลมาดริดที่คว้าแชมป์เป็นสมัยที่ 14 ด้วย 47 แต้มจากการชนะ 18 เสมอ 11 แพ้เพียง 1 นัด ผลต่างประตูบวก 25 ผลงานรองแชมป์ครั้งนี้ยังทำให้ลาส ปัลมาส ได้สิทธิ์ไปเล่นในรายการอินเตอร์-ซิตีส์ แฟส์สคัพ ซึ่งเป็นรายการระดับยุโรปที่ทีมจากหมู่เกาะคานารีไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน นับเป็นก้าวกระโดดที่ไม่มีใครคาดคิดสำหรับสโมสรขนาดเล็กจากนอกแผ่นดินใหญ่ของสเปน การจบด้วยคะแนนห่างจากแชมป์เพียง 9 แต้มในฤดูกาลที่มี 30 นัดยังแสดงให้เห็นว่าทีมสามารถแข่งขันกับทีมชั้นนำได้อย่างสูสีตลอดทั้งฤดูกาล ไม่ใช่แค่ทำผลงานดีในช่วงสั้นๆ แล้วหล่นวูบลงไปในครึ่งฤดูกาลหลัง

การเดินทางข้ามทะเลกระทบทีมมากแค่ไหน

สิ่งที่ทำให้ความสำเร็จนี้พิเศษกว่าทีมอื่นคือที่ตั้งของสโมสร หมู่เกาะคานารีอยู่กลางมหาสมุทรแอตแลนติกนอกชายฝั่งแอฟริกา ห่างจากสเปนแผ่นดินใหญ่มากจนไม่มีทางเดินทางด้วยรถบัสหรือรถไฟแบบที่ทีมอื่นในลีกทำกันเป็นปกติ ทุกครั้งที่ต้องไปเล่นนัดเยือน ทีมต้องขึ้นเครื่องบินข้ามทะเลเพื่อไปแข่งขันในเมืองต่างๆ ของสเปนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งในยุคที่การเดินทางทางอากาศยังไม่สะดวกและราคาถูกเหมือนปัจจุบัน นี่คือภาระที่ทีมจากแผ่นดินใหญ่ไม่เคยต้องเผชิญเลยตลอดทั้งฤดูกาล ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกลเช่นนี้จึงเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้การจบอันดับสองในฤดูกาลนั้นน่าประทับใจยิ่งกว่าตัวเลขบนตารางคะแนนเพียงอย่างเดียว ขณะที่ทีมจากมาดริดหรือบาร์เซโลนาสามารถพักผ่อนบนรถบัสหรือรถไฟระหว่างเดินทางไปแข่งนัดเยือน นักเตะของลาส ปัลมาส ต้องผ่านขั้นตอนขึ้นเครื่องบิน รอต่อเครื่อง และปรับตัวกับตารางเวลาที่ไม่แน่นอนกว่ามาก ก่อนจะต้องลงสนามแข่งขันในสภาพร่างกายที่อาจไม่สดชื่นเท่าคู่แข่งที่เดินทางในระยะใกล้กว่า

ภาพมุมสูงชายหาดลาสกันเตราสและตัวเมืองลาส ปัลมาส
ภาพมุมสูงของชายหาดลาสกันเตราสและตัวเมืองลาส ปัลมาส เดกรันคานาเรีย

ผู้เล่นชุดนั้นมาจากไหนเป็นหลัก

ในช่วงเวลานั้น ลาส ปัลมาส สร้างทีมขึ้นจากผู้เล่นท้องถิ่นของหมู่เกาะคานารีเป็นหลัก ต่างจากแนวทางที่สโมสรหันไปดึงผู้เล่นจากอาร์เจนตินาเข้ามาเสริมทัพในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ภายใต้การคุมทีมของมิเกล มูโญซ ซึ่งเป็นพัฒนาการที่เกิดขึ้นในภายหลัง ทีมชุดปลายทศวรรษ 1960 จึงยังคงเป็นตัวแทนของหมู่เกาะในความหมายที่แท้จริง นักเตะส่วนใหญ่เติบโตมาในระบบของสโมสรหรือมาจากสโมสรเล็กๆ บนเกาะเดียวกัน แทนที่จะเป็นการซื้อนักเตะฝีเท้าดีจากแผ่นดินใหญ่เข้ามาเสริมเหมือนที่หลายทีมเริ่มทำกันในเวลาต่อมา ความสำเร็จของทีมชุดนี้จึงมีความหมายต่อคนท้องถิ่นมากเป็นพิเศษ เพราะเป็นฝีมือของคนที่มาจากเกาะเดียวกันจริงๆ ไม่ใช่ทีมที่ประกอบขึ้นจากนักเตะรับจ้างจากที่อื่น การพึ่งพาผู้เล่นท้องถิ่นเป็นหลักในยุคนั้นยังสะท้อนสภาพความเป็นจริงของสโมสรที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางตลาดนักเตะของสเปนแผ่นดินใหญ่ ทำให้การดึงนักเตะจากที่อื่นเข้ามาเสริมทัพไม่ใช่เรื่องง่ายเท่ากับสโมสรที่ตั้งอยู่ในเมืองใหญ่ซึ่งมีสายสัมพันธ์กับตลาดนักเตะที่กว้างขวางกว่ามาก

ความสำเร็จนี้เปลี่ยนอะไรในหมู่เกาะคานารี

แม้จะไม่มีตัวเลขผู้ชมที่บันทึกไว้อย่างเป็นทางการสำหรับฤดูกาลนั้นโดยเฉพาะ แต่การได้สิทธิ์ไปเล่นอินเตอร์-ซิตีส์ แฟส์สคัพ ก็เป็นเครื่องยืนยันที่จับต้องได้ว่าทีมจากหมู่เกาะคานารีสามารถยืนเทียบชั้นกับสโมสรใหญ่ของสเปนแผ่นดินใหญ่ได้จริง สำหรับคนบนเกาะที่มักถูกมองว่าอยู่ชายขอบของประเทศทั้งในทางภูมิศาสตร์และวงการกีฬา ความสำเร็จระดับรองแชมป์ลีกจึงเป็นเรื่องที่สร้างความภาคภูมิใจในระดับที่มากกว่าทีมจากเมืองใหญ่จะรู้สึกได้ เพราะมันคือหลักฐานว่าระยะทางและข้อจำกัดด้านการเดินทางไม่ใช่อุปสรรคที่ปิดกั้นความสำเร็จในระดับสูงสุดของวงการฟุตบอลสเปนเสมอไป

ถนนสายหนึ่งในเมืองลาส ปัลมาสมีธงประดับ
ถนนสายหนึ่งในเมืองลาส ปัลมาส เดกรันคานาเรีย มีธงหมู่เกาะคานารีประดับอยู่ด้านบน

ทำไมทีมถึงไม่สามารถกลับไปอยู่ระดับนั้นอีก

หลังจากฤดูกาลทองในปี 1968-69 ลาส ปัลมาส ยังคงอยู่ในลาลีกาต่อเนื่องยาวนานถึง 19 ปี นับตั้งแต่เลื่อนชั้นในปี 1964 ก่อนจะตกชั้นเมื่อจบฤดูกาล 1982-83 ปิดฉากยุคทองที่ยาวนานที่สุดของสโมสร หลังจากนั้นทีมกลับขึ้นมาเล่นในลีกสูงสุดได้เพียงช่วงสั้นๆ ระหว่างปี 2000 ถึง 2002 ก่อนจะไม่สามารถรักษาสถานะในลีกสูงสุดได้อย่างต่อเนื่องอีกเลยจนถึงปี 2015 ระยะเวลาที่ห่างหายไปนานขนาดนี้ทำให้ผลงานรองแชมป์ปี 1969 ยังคงเป็นจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรมาจนถึงทุกวันนี้ และเป็นเครื่องเตือนใจว่าทีมเล็กจากเกาะที่ห่างไกลอย่างพวกเขาสามารถไปถึงจุดนั้นได้ครั้งหนึ่งในชีวิต แม้จะไม่สามารถทำซ้ำได้อีกในเวลาต่อมาก็ตาม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

24/7 Fun8824/7 JBO