สนามบิเซนเต กัลเดรอน คือชื่อที่แฟนแอตเลติโก มาดริด รุ่นที่โตทันยังคงอยากพูดถึงด้วยความคิดถึง เพราะเป็นสนามเหย้าที่มีจุดเด่นทางกายภาพแปลกกว่าสนามฟุตบอลทั่วไปในยุโรป นั่นคือถนนสายหลักที่ตัดผ่านใต้อัฒจันทร์ฝั่งหนึ่งของสนามโดยตรง เรื่องราวของสนามแห่งนี้จึงไม่ใช่แค่ประวัติของอิฐและปูน แต่เป็นเรื่องของข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ที่กลายมาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวโดยไม่ได้ตั้งใจ
สนามนี้เปิดใช้เมื่อไรและเดิมชื่ออะไร
สนามแห่งนี้เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 1966 โดยตอนแรกใช้ชื่อว่า เอสตาดิโอ เดล มันซานาเรส ตามชื่อแม่น้ำมันซานาเรสที่ไหลผ่านข้างสนาม ไม่ได้ใช้ชื่อบิเซนเต กัลเดรอนตั้งแต่วันเปิดตัวอย่างที่หลายคนอาจเข้าใจ ชื่อดังกล่าวเพิ่งถูกนำมาใช้ในปี 1972 เพื่อเป็นเกียรติแก่บิเซนเต กัลเดรอน ผู้ที่มีบทบาทสำคัญต่อสโมสรในฐานะประธานสโมสรช่วงเวลานั้น การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้ทำให้สนามมีอัตลักษณ์ที่ผูกกับบุคคลมากกว่าผูกกับที่ตั้งทางภูมิศาสตร์เพียงอย่างเดียวนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บิเซนเต กัลเดรอน เป็นนักธุรกิจชาวสเปนที่ดำรงตำแหน่งประธานสโมสรแอตเลติโก มาดริด ยาวนานถึง 20 ปี และมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้โครงการสร้างสนามแห่งใหม่เดินหน้าจนสำเร็จ การตั้งชื่อสนามตามเขาจึงเป็นการยกย่องคนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของโครงการนี้มากกว่าจะเป็นเพียงพิธีการทางการตลาดเฉยๆ
ทำไมต้องสร้างทางด่วนลอดใต้อัฒจันทร์
จุดที่ทำให้สนามแห่งนี้ถูกพูดถึงมากที่สุดคือการที่ถนนสายหลัก M-30 ซึ่งเป็นถนนวงแหวนสำคัญของกรุงมาดริด ถูกสร้างให้ลอดผ่านใต้อัฒจันทร์ฝั่งหนึ่งของสนามโดยตรง ลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นเพราะสนามตั้งอยู่ริมแม่น้ำมันซานาเรสในย่านที่ผังเมืองของกรุงมาดริดวางแนวถนนสายหลักให้ทอดยาวไปตามริมแม่น้ำอยู่แล้ว เมื่อต้องขยายระบบถนนในเวลาต่อมา วิศวกรจึงเลือกให้ถนนลอดผ่านใต้โครงสร้างอัฒจันทร์แทนที่จะเบี่ยงแนวถนนออกไปไกลจากสนาม นี่คือเหตุผลที่ทำให้สนามแห่งนี้ไม่สามารถขยายพื้นที่ออกไปรอบด้านได้อย่างอิสระเหมือนสนามที่ตั้งอยู่ในพื้นที่โล่งทั่วไป เพราะติดข้อจำกัดของถนนและแม่น้ำที่ขนาบทั้งสองด้าน สำหรับแฟนบอลที่มาชมเกมเป็นครั้งแรก การได้ยินเสียงรถวิ่งลอดใต้อัฒจันทร์ระหว่างเกมจึงกลายเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่และเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงทุกครั้งที่มีแขกจากสโมสรอื่นมาเยือน

บรรยากาศการชมเกมที่นี่ต่างจากสนามอื่นอย่างไร
ความจุของสนามเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยอย่างชัดเจน เริ่มต้นที่ราว 62,000 ที่นั่งในวันเปิดใช้งาน ก่อนจะขยายเป็น 66,000 ที่นั่งเพื่อรองรับฟุตบอลโลกปี 1982 ที่สเปนเป็นเจ้าภาพ แต่เมื่อกฎระเบียบความปลอดภัยเข้มงวดขึ้นและที่ยืนต้องถูกแปลงเป็นที่นั่งทั้งหมด ความจุก็ค่อยๆ ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 55,000 ที่นั่งในช่วงปิดใช้งานปี 2017 การที่สนามถูกบีบด้วยแม่น้ำด้านหนึ่งและถนนอีกด้านหนึ่งทำให้อัฒจันทร์ต้องสร้างในแนวตั้งชันกว่าสนามที่มีพื้นที่ขยายด้านข้างได้ตามปกติ ผู้ชมจึงรู้สึกใกล้ชิดกับสนามหญ้ามากกว่าสนามสมัยใหม่หลายแห่งที่เว้นระยะห่างเพื่อจุดประสงค์ด้านความปลอดภัยและเชิงพาณิชย์มากกว่า การลดความจุลงเรื่อยๆ ตลอดหลายทศวรรษยังสะท้อนแนวโน้มทั่วไปของวงการฟุตบอลยุโรปที่เปลี่ยนจากสนามที่เน้นจุคนได้มากที่สุด มาเป็นสนามที่เน้นความสะดวกสบายและความปลอดภัยของผู้ชมแต่ละคนมากขึ้นแทน
สนามถูกใช้ทำอะไรบ้างนอกจากเกมลีก
นอกจากจะเป็นสนามเหย้าของแอตเลติโก มาดริด ในเกมลีกและเกมยุโรปแล้ว สนามแห่งนี้ยังถูกใช้จัดนัดชิงชนะเลิศโกปาเดลเรย์มากถึง 14 ครั้งระหว่างปี 1973 ถึง 2017 รวมถึงเป็นหนึ่งในสนามแข่งขันฟุตบอลโลกปี 1982 ที่จัดไปทั้งหมด 3 นัด นอกเหนือจากรายการฟุตบอล สนามนี้ยังเคยเปิดให้จัดคอนเสิร์ตระดับโลก อย่างการแสดงของบรูซ สปริงส์ทีน ในปี 1988 ที่มีผู้ชมเข้าชมถึง 70,000 คน และการแสดงของไมเคิล แจ็กสัน ในปี 1992 ที่บัตรขายหมดเกลี้ยงทุกที่นั่ง แสดงให้เห็นว่าสนามแห่งนี้ไม่ได้มีบทบาทแค่ในโลกฟุตบอลเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นสถานที่จัดกิจกรรมสำคัญระดับเมืองมาตลอดหลายทศวรรษ การที่ศิลปินระดับโลกเลือกมาแสดงที่นี่ยังบ่งบอกว่าโครงสร้างของสนามสามารถรองรับการจัดงานขนาดใหญ่ที่ไม่ใช่กีฬาได้ดีไม่แพ้สนามที่ออกแบบมาเพื่อจัดคอนเสิร์ตโดยเฉพาะ
ปิดตัวลงเมื่อไรและพื้นที่นั้นกลายเป็นอะไร
นัดสุดท้ายที่จัดขึ้นในสนามแห่งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2017 หลังจากนั้นแอตเลติโก มาดริด ก็ย้ายไปเล่นที่สนามเมโตรโปลิตาโนซึ่งเป็นสนามเหย้าแห่งใหม่ที่มีความจุมากกว่าเดิม งานรื้อถอนตัวสนามเริ่มขึ้นในปี 2019 และแล้วเสร็จสมบูรณ์ในเดือนกรกฎาคม 2020 ปิดฉากสนามที่เคยเป็นบ้านของสโมสรมานานกว่าห้าทศวรรษ ทุกวันนี้เมื่อพูดถึงสนามเหย้าของแอตเลติโก มาดริด แฟนบอลรุ่นใหม่จะนึกถึงเมโตรโปลิตาโนเป็นหลัก แต่สำหรับคนที่เคยผ่านยุคของบิเซนเต กัลเดรอน ภาพจำเรื่องถนนที่ลอดใต้อัฒจันทร์ก็ยังคงเป็นเอกลักษณ์ที่หาไม่ได้จากสนามฟุตบอลแห่งอื่นอีกแล้ว การย้ายไปสนามใหม่ที่มีความจุมากกว่าเดิมและไม่มีข้อจำกัดเรื่องถนนหรือแม่น้ำ ก็ช่วยให้สโมสรมีพื้นที่รองรับแฟนบอลได้มากขึ้นในทุกนัด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเสน่ห์เฉพาะตัวที่บิเซนเต กัลเดรอนเคยมีนั้นเป็นสิ่งที่สนามสมัยใหม่ทั่วไปไม่สามารถทดแทนได้ง่ายๆ


