โคปากับแร็งส์ เกมสร้างสรรค์ในฟุตบอลฝรั่งเศสยุค 1950

เรมง โกปา ในชุดแร็งส์

โคปากับแร็งส์เริ่มต้นในเดือนกรกฎาคม 1951 เมื่อเรย์มงด์ โคปาย้ายจากอองเชร์เข้าสู่ทีมของอัลแบร์ บาเตอซ์ เขาไม่ได้อยู่ในชุดแชมป์ลีกครั้งแรกปี 1949 แต่มีบทบาทกับแชมป์ปี 1953 และ 1955 รวมถึงกุปละตินปี 1953 ก่อนย้ายไปเรอัลมาดริดในปี 1956

บทบาทของโคปาในยุคนั้นอธิบายได้จากคำระบุของสมาคมฟุตบอลฝรั่งเศสว่าเป็นทั้งผู้สร้างเกมและผู้ทำประตู เอกสารการแข่งขันทีมชาติเดือนตุลาคม 1952 ซึ่งมีผู้เล่นแร็งส์หลายคน เรียกเขาว่า “กองหน้าตัวกลางผู้สร้างเกม” โดยมีตัดเด ซิซอฟสกีเป็นตัวจบสกอร์

โคปามาถึงทีมเมื่อใด

โคปากับแร็งส์เริ่มในเดือนกรกฎาคม 1951

โคปาเติบโตกับยูเอส นูซ์-เล-มีนส์ตั้งแต่ปี 1941 ถึงมิถุนายน 1949 จากนั้นเริ่มอาชีพกับอองเชร์ในเดือนกรกฎาคม 1949 เขาอยู่ที่นั่นสองฤดูกาล ก่อนแร็งส์รับตัวมาในเดือนกรกฎาคม 1951 ลำดับนี้วางการมาถึงของเขาหลังแชมป์ฝรั่งเศสครั้งแรกของสโมสรสองปี

บาเตอซ์เพิ่งเปลี่ยนจากผู้เล่นเป็นหัวหน้าโค้ชในปี 1950 จึงเป็นโค้ชที่ทำงานกับโคปาตั้งแต่วันแรกในแร็งส์ หนึ่งปีหลังย้ายมา โคปาลงเล่นทีมชาติฝรั่งเศสครั้งแรกวันที่ 5 ตุลาคม 1952 ในชัยชนะ 3–1 เหนือเยอรมนีตะวันตก

ช่วงแรกของเขากับแร็งส์กินเวลาตั้งแต่กรกฎาคม 1951 ถึงมิถุนายน 1956 เขาได้แชมป์ดิวิชันหนึ่งปี 1953 และ 1955 แล้วเข้าชิงฟุตบอลสโมสรยุโรปปี 1956 ก่อนย้ายไปเรอัลมาดริด ช่วงที่สองเริ่มกรกฎาคม 1959 และยาวถึงปี 1967 ตามทะเบียนทีมชาติ

การกลับมาครั้งหลังเกิดเมื่อโคปามีบัลลงดอร์ปี 1958 และเกียรติยศยุโรปกับมาดริดแล้ว เขาช่วยแร็งส์ได้แชมป์ลีกอีกในปี 1960 กับ 1962 ดังนั้นผลงานกับสโมสรต้องแยกเป็นสองช่วง ไม่ใช่เส้นเดียวที่ไม่มีการย้ายทีมคั่นกลาง

เขารับบอลและเชื่อมแนวรุกอย่างไร

กองหน้าตัวกลางผู้สร้างเกมในภาษาของยุคนั้น

สมาคมฟุตบอลฝรั่งเศสลงตำแหน่งหลักของโคปาเป็นกองหน้า แต่คำบรรยายเรียกเขาว่าผู้สร้างเกมและผู้ทำประตู ข้อมูลสองส่วนนี้สอดคล้องกับหน้าที่ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรอจบสกอร์ เขารับบอลในแนวรุก เชื่อมผู้เล่นรอบตัว และยังเข้าไปทำประตูเองได้

หลักฐานที่ลงรายละเอียดบทบาทปรากฏในเกมฝรั่งเศสพบเยอรมนีตะวันตกวันที่ 5 ตุลาคม 1952 ทีมใช้กองหลังสามคนประกบตัว กองกลางสองคนเป็นตัวเชื่อม และวางโคปาเป็นกองหน้าตัวกลางผู้สร้างเกม ขณะที่ซิซอฟสกีเป็นกองหน้าตัวกลางผู้ทำประตู

อาคารและเรือในท่าเรือเมืองกานส์
เมืองกานส์ในปัจจุบัน (ภาพบริบทฝรั่งเศส ไม่ใช่ทางเข้าสนามแร็งส์)

เกมนั้นมีผู้เล่นแร็งส์ร่วมสนามหลายคน ได้แก่โรแบร์ ฌงเกต์ โรเฌ มาร์ช อาร์ม็อง เปนแวร์น และโคปา เปนแวร์นรับบทตัวเชื่อมแดนกลาง ส่วนโคปาอยู่สูงกว่าเพื่อสร้างเกมจากศูนย์กลาง รายละเอียดนี้ช่วยเห็นการแบ่งหน้าที่ระหว่างผู้ส่งบอลขึ้นหน้า ผู้สร้างเกม และผู้จบสกอร์

ตัวอย่างดังกล่าวเป็นเกมทีมชาติ ไม่ใช่การแข่งขันลีกของแร็งส์ แต่เกิดหลังโคปามาถึงสโมสรเพียงหนึ่งปี และอยู่ในช่วงที่บาเตอซ์ทำงานกับเขา คำเรียกตำแหน่งจึงให้ภาษาร่วมสมัยสำหรับเข้าใจหน้าที่ของโคปา โดยไม่ต้องแทนที่ด้วยชื่อบทบาทจากระบบฟุตบอลสมัยใหม่

ในทะเบียนอาชีพ โคปาสูง 169 เซนติเมตรและหนัก 68 กิโลกรัม ขนาดร่างกายไม่ได้ขัดกับการยืนตรงกลาง เพราะหน้าที่ของเขารวมการประสานบอลกับการทำประตู เส้นทางทีมชาติ 45 นัด 18 ประตูยืนยันว่าเขามีผลต่อสกอร์ควบคู่กับการสร้างเกม

เพื่อนร่วมทีมช่วยเปิดทางแบบไหน

เปนแวร์นส่งบอลต่อและแนวรุกกระจายงาน

หน้าประวัติของแร็งส์อธิบายอาร์ม็อง เปนแวร์นว่าเป็นกองกลางที่ทำงานต่อเนื่อง ช่วยแนวรับเคียงข้างฌงเกต์ แล้วเริ่มเกมใหม่ด้วยการส่งบอลอย่างชัดเจนไปยังผู้เล่นเทคนิคสูงในแนวรุก การมีคนรับผิดชอบช่วงต้นของการขึ้นบอลทำให้โคปาไม่ต้องเริ่มทุกจังหวะจากแนวรับ

บาเตอซ์ยังปรับตำแหน่งเมื่อเลออน โกลวัคกี กองหน้าฝรั่งเศสเชื้อสายโปแลนด์มาถึงแร็งส์ แหล่งข้อมูลของลีกแกรนด์เอสต์ระบุว่าการเข้าทีมของโกลวัคกีทำให้โคปาถูกวางเป็นกองหน้าตัวกลาง การจัดนี้สะท้อนการใช้ผู้เล่นแนวรุกร่วมกันมากกว่ากำหนดให้คนหนึ่งทำทุกหน้าที่

ฟร็องซิส เมอาโนเป็นอีกตัวอย่างจากผลการแข่งขันจริง ในนัดชิงกุปละตินปี 1953 แร็งส์ชนะเอซีมิลาน 3–0 โคปายิงสองประตู และเมอาโนยิงอีกหนึ่ง การกระจายสามประตูระหว่างสองคนแสดงว่าการสร้างเกมของโคปาอยู่ร่วมกับการหาพื้นที่ยิงของเพื่อนร่วมทีม

แร็งส์ได้แชมป์ดิวิชันหนึ่งฤดูกาล 1952/53 เหนือโซโชซ์ แล้วเข้าสู่กุปละตินในฐานะตัวแทนฝรั่งเศส รายการนั้นรวมสโมสรแชมป์จากฝรั่งเศส สเปน อิตาลี และโปรตุเกส หรือรองแชมป์ในบางกรณี รอบชิงกับมิลานจึงเป็นงานต่อจากความสำเร็จในประเทศ

ถ้วยลีกกับชื่อเสียงยุโรปสัมพันธ์แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกันอย่างไร

ปี 1953 มีสองถ้วย แต่ยูโรเปียนคัพมาถึงภายหลัง

แชมป์ลีกปี 1953 กับกุปละตินปีเดียวกันเป็นคนละการแข่งขัน รายการแรกมาจากตารางดิวิชันหนึ่ง ส่วนรายการหลังเป็นทัวร์นาเมนต์สโมสรข้ามชาติ แร็งส์ได้ทั้งสองในช่วงเดียวกัน แต่กุปละตินไม่ใช่ยูโรเปียนคัพซึ่งเริ่มจัดภายหลัง

คลอง สะพาน และอาคารในเมืองเซ็ตจากมุมสูง
เมืองเซ็ตในปัจจุบัน (ภาพบริบทเมือง ไม่ใช่อัฒจันทร์สนามแร็งส์)

ปี 1955 แร็งส์ได้แชมป์ลีกอีกครั้งและเข้าชิงกุปละติน แต่แพ้เรอัลมาดริด ปีถัดมา ทั้งสองสโมสรพบกันในรอบชิงถ้วยสโมสรยุโรปครั้งแรกของรายการ แร็งส์แพ้ 3–4 ก่อนโคปาย้ายไปมาดริดในฤดูกาลถัดไป

โคปาได้ถ้วยยุโรปสามสมัยกับเรอัลมาดริดในปี 1957, 1958 และ 1959 ส่วนแร็งส์กลับเข้าชิงรายการเดียวกันในปี 1959 ครั้งนั้นโคปาอยู่ฝั่งมาดริด ขณะที่ฌงเกต์ยังเป็นกัปตันแร็งส์และทีมของบาเตอซ์มีฌุสต์ ฟงแตนเป็นกองหน้าตัวเป้า

ชื่อเสียงระดับทวีปของแร็งส์จึงเติบโตจากฐานแชมป์ลีกและการพบคู่แข่งต่างประเทศ แต่ถ้วยแต่ละใบมีทะเบียนของตนเอง โคปากับแร็งส์สร้างจุดเด่นผ่านบทบาทผู้สร้างเกม แชมป์ลีกสองสมัยในช่วงแรก และกุปละตินปี 1953 ก่อนเส้นทางของเขาจะเชื่อมสโมสรฝรั่งเศสกับเรอัลมาดริดในรอบชิงยุโรป

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

24/7 Fun8824/7 JBO