แมนยู โฮลีทรินิตี้ คือชื่อที่แฟนบอลใช้เรียกจอร์จ เบสต์ เดนิส ลอว์ และบ็อบบี ชาร์ลตัน สามผู้เล่นที่ยืนแถวหน้าของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในช่วงที่ทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษสองสมัยภายในสามฤดูกาล คือปี 1965 และปี 1967 บทความนี้ไม่ได้เล่ารวมทุกความสำเร็จของทั้งสามคน แต่โฟกัสเฉพาะสองฤดูกาลที่พวกเขาพาทีมขึ้นเป็นแชมป์ลีกจริง เพื่อให้เห็นว่าแต่ละคนทำอะไรบ้างในเส้นทางนั้น
โฮลีทรินิตี้หมายถึงใครบ้าง
จอร์จ เบสต์ เดนิส ลอว์ และบ็อบบี ชาร์ลตัน อยู่ร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ภายใต้ผู้จัดการทีมแมตต์ บัสบี้ ในช่วงกลางทศวรรษ 1960 ลอว์เข้าร่วมทีมตั้งแต่ปี 1962 ชาร์ลตันอยู่กับสโมสรมาตั้งแต่เป็นนักเตะเยาวชนก่อนหน้านั้นนาน และเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากเหตุเครื่องบินตกที่มิวนิกเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 1958 ซึ่งคร่าชีวิตนักเตะของทีมไปหลายคน หลังเหตุการณ์นั้นบัสบี้ต้องสร้างทีมชุดใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง โดยมีทั้งเบสต์และลอว์เข้ามาเสริมทัพในเวลาต่อมา ก่อนที่ทีมชุดนี้จะคว้าแชมป์ยุโรปได้สำเร็จในปี 1968 หรือสิบปีหลังจากเหตุการณ์ที่มิวนิก เมื่อทั้งสามคนลงเล่นพร้อมกันในสนาม แต่ละคนก็รับบทต่างกัน ลอว์เป็นกองหน้าตัวเป้าที่จบสกอร์ดุดัน ชาร์ลตันเล่นตำแหน่งกลางค่อนไปทางรุกที่ยิงประตูได้จากระยะไกล ส่วนเบสต์เป็นปีกที่เลี้ยงบอลผ่านคนได้ทีละหลายคน ทั้งสามคนกลายเป็นแกนหลักที่พาทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษสองสมัยในปี 1965 และ 1967 ชื่อโฮลีทรินิตี้เองก็มาจากภาพจำที่แฟนบอลมองว่าทั้งสามคนคือแนวรุกที่สมบูรณ์แบบที่สุดชุดหนึ่งของวงการฟุตบอลอังกฤษในยุคนั้น แต่ละคนเก่งคนละแบบและเสริมกันได้พอดี
แชมป์ปี 1965 ตัดสินกันอย่างไร
ฤดูกาล 1964-65 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จบด้วย 61 คะแนนเท่ากับลีดส์ ยูไนเต็ด ที่รั้งอันดับสอง กติกาสมัยนั้นยังไม่ใช้ผลต่างประตูแบบทุกวันนี้ แต่ใช้ค่าเฉลี่ยประตูแทน คำนวณจากจำนวนประตูที่ทำได้หารด้วยจำนวนประตูที่เสีย แมนยูทำได้ 89 ประตู เสีย 39 ประตู เท่ากับค่าเฉลี่ย 2.282 ส่วนลีดส์ทำได้ 83 ประตู เสีย 52 ประตู เท่ากับค่าเฉลี่ยเพียง 1.596 แมนยูจึงคว้าแชมป์ไปครองด้วยตัวเลขนี้ทั้งที่คะแนนรวมเท่ากันเป๊ะ นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่าเกณฑ์ตัดสินอันดับในยุคนั้นต่างจากปัจจุบันที่ใช้ผลต่างประตูแทนค่าเฉลี่ย

ทีมชุดที่คว้าแชมป์ปีนั้นมีเดนิส ลอว์เป็นดาวซัลโวของทีม และบ็อบบี ชาร์ลตันที่ยืนกลางกินพื้นที่กว้าง ส่วนจอร์จ เบสต์ยังเป็นผู้เล่นดาวรุ่งที่เพิ่งเข้าทีมชุดใหญ่ได้ไม่ถึงสองปีในตอนนั้น แต่ก็ลงเล่นเป็นตัวจริงในทีมชุดใหญ่แล้วตลอดทั้งฤดูกาล
ฤดูกาลระหว่างสองแชมป์เกิดอะไรขึ้น
ฤดูกาลถัดมาคือ 1965-66 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หล่นลงไปอยู่อันดับที่สี่ด้วย 51 คะแนน จากการชนะ 18 เสมอ 15 และแพ้ 9 นัด ฤดูกาลนั้นทีมลงเล่นทั้งฟุตบอลถ้วยยุโรปจนถึงรอบรองชนะเลิศ และเอฟเอ คัพจนถึงรอบรองชนะเลิศเช่นกันก่อนแพ้เอฟเวอร์ตัน โปรแกรมที่แน่นกว่าปกติจากการลงเล่นหลายรายการพร้อมกันเป็นบริบทที่มาพร้อมกับผลงานในลีกที่ลดลงจากฤดูกาลก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด จุดที่คนจดจำมากที่สุดจากฤดูกาลนี้คือนัดรอบก่วนชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วยยุโรปที่แมนยูไปเยือนเบนฟิก้าถึงสนามเอสตาดิโอ ดา ลุซ ในกรุงลิสบอน เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 1966 และเอาชนะไปได้ถึง 5-1 โดยจอร์จ เบสต์ทำสองประตูในนัดนั้น จนสื่อโปรตุเกสตั้งฉายาให้เขาว่า โอ กินโต บีทเทิล หรือ เดอะ ฟิฟท์ บีทเทิล ตามทรงผมที่คล้ายวงเดอะบีทเทิลส์ ก่อนที่ทีมจะไปแพ้ให้กับปาร์ติซาน เบลเกรด ในรอบรองชนะเลิศ
แชมป์ปี 1967 ต่างจากปี 1965 ตรงไหน
ฤดูกาล 1966-67 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมาคว้าแชมป์ลีกอีกครั้งด้วย 60 คะแนน ทิ้งห่างนอตทิงแฮม ฟอเรสต์ ที่ตามมาเป็นอันดับสองถึง 4 คะแนน ต่างจากปี 1965 ที่ต้องตัดสินกันด้วยค่าเฉลี่ยประตูเพราะคะแนนเท่ากันเป๊ะ ครั้งนี้แมนยูขึ้นเป็นแชมป์ด้วยระยะห่างที่ชัดเจนกว่าเดิมมาก แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่ทันสังเกตคือแชมป์สมัยนี้กลายเป็นแชมป์ลีกสูงสุดสมัยสุดท้ายของสโมสรไปอีกนานถึง 26 ปี กว่าจะกลับมาคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษได้อีกครั้งในปี 1993 ภายใต้ผู้จัดการทีมคนใหม่ ฤดูกาลถัดจากแชมป์ปี 1967 ทีมยังไปได้ไกลถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วยยุโรปในปี 1968 และคว้าแชมป์รายการนั้นมาครองได้สำเร็จ ทำให้ช่วงเวลานี้กลายเป็นจุดสูงสุดของทีมชุดที่มีโฮลีทรินิตี้เป็นแกนหลัก
สามคนนี้ทำประตูในลีกไปเท่าไร
ฤดูกาล 1964-65 เดนิส ลอว์ เป็นผู้ทำประตูสูงสุดของทีมในลีกด้วย 28 ประตู ตามด้วยเดวิด เฮิร์ด 20 ประตู และจอห์น คอนเนลลี 15 ประตู ส่วนจอร์จ เบสต์กับบ็อบบี ชาร์ลตัน ทำได้คนละ 10 ประตูเท่ากัน

มาถึงฤดูกาล 1966-67 เดนิส ลอว์ ยังคงเป็นดาวซัลโวของทีมด้วย 23 ประตู บ็อบบี ชาร์ลตัน ทำได้ 12 ประตู และจอร์จ เบสต์ทำได้ 10 ประตู ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าลอว์คือผู้ทำประตูหลักของทีมในทั้งสองฤดูกาลแชมป์ ขณะที่ชาร์ลตันกับเบสต์รับบทสร้างสรรค์เกมควบคู่ไปกับการทำประตูในจำนวนที่น้อยกว่าตลอดสองฤดูกาลนั้น หากมองรวมทั้งสองฤดูกาล ลอว์ทำประตูในลีกไปทั้งหมด 51 ประตู มากกว่าชาร์ลตันกับเบสต์รวมกันเสียอีก ซึ่งสะท้อนบทบาทของเขาในฐานะดาวยิงหลักของทีมชุดนี้ได้ชัดเจนที่สุด

