มาร์กเซยดับเบิล 1972 คือฤดูกาลที่โอลิมปิก มาร์กเซย คว้าทั้งแชมป์ดิวิชัน 1 ฝรั่งเศสและถ้วยคูปเดอฟรองซ์ในปีเดียวกัน กลายเป็นหนึ่งในฤดูกาลที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรก่อนยุคที่คนรุ่นหลังรู้จักมาร์กเซยจากทศวรรษ 1990 ผลพลอยได้จากดับเบิลครั้งนี้ยังทำให้กลไกการจัดสรรสิทธิ์ไปเล่นถ้วยยุโรปในยุคนั้นทำงานในแบบที่แฟนบอลยุคปัจจุบันอาจไม่คุ้นเคย
ฤดูกาล 1971/72 จบอย่างไร
ฤดูกาล 1971/72 ของดิวิชัน 1 ฝรั่งเศส มาร์กเซยจบอันดับหนึ่งด้วย 56 คะแนน เป็นแชมป์ลีกสมัยที่สี่ของสโมสร ทิ้งห่างอันดับสองอย่างนีมส์ที่ได้ 51 คะแนน และอันดับสามอย่างโซโชซ์ที่ได้ 47 คะแนน ช่องว่าง 5 แต้มจากอันดับสองถือว่าค่อนข้างชัดเจนสำหรับฤดูกาลที่มีการแข่งขันยาวนานตลอดทั้งปี
นี่ไม่ใช่แชมป์ลีกสมัยแรกของมาร์กเซยในช่วงต้นทศวรรษ 1970 เพราะสโมสรเพิ่งคว้าแชมป์มาแล้วในฤดูกาล 1970/71 ด้วยเช่นกัน การครองแชมป์สองปีติดต่อกันจึงเป็นสัญญาณว่าทีมชุดนี้อยู่ในจุดสูงสุดของฟอร์มการเล่นในช่วงเวลานั้นจริง ๆ ไม่ใช่ความสำเร็จที่เกิดขึ้นเพียงปีเดียวแล้วจบไป
ถ้ามองในเชิงตัวเลข การรักษาตำแหน่งอันดับหนึ่งไว้ได้สองฤดูกาลติดต่อกันในลีกที่มีหลายสโมสรแข่งขันกันตลอดทั้งปี ต้องอาศัยทั้งความลึกของนักเตะในทีมและความสามารถในการรับมือกับความเหนื่อยล้าที่สะสมจากการลงเล่นทั้งในประเทศและรายการอื่น ๆ ควบคู่กันไป การที่มาร์กเซยยังทำได้ในปี 1972 จึงเป็นเครื่องยืนยันความแข็งแกร่งของทีมชุดนั้นได้เป็นอย่างดี
ดับเบิลปีนี้ประกอบด้วยรายการอะไรบ้าง
นอกจากแชมป์ลีกแล้ว มาร์กเซยยังคว้าแชมป์ถ้วยคูปเดอฟรองซ์ในฤดูกาลเดียวกัน โดยนัดชิงชนะเลิศจัดขึ้นที่ปาร์กเดแพร็งซ์ในกรุงปารีส เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 1972 มาร์กเซยเอาชนะสโมสรบาสเตียไปด้วยสกอร์ 2-1 ประตูของมาร์กเซยมาจากดีดีเย กูเอกูในนาทีที่ 15 และโยซิป สโกบลาร์ในนาทีที่ 73 ส่วนบาสเตียตีไข่แตกได้จากฌอร์ฌ ฟร็องแชสเกตตีในนาทีที่ 85 นัดนั้นมีผู้ชมเข้าสนามถึง 44,069 คน
การคว้าทั้งสองแชมป์ในฤดูกาลเดียวกันทำให้ปี 1972 ถูกจดจำในฐานะหนึ่งในฤดูกาลที่มาร์กเซยประสบความสำเร็จสูงสุด เพราะไม่ใช่ทุกปีที่ทีมจะสามารถคว้าทั้งความสม่ำเสมอตลอดฤดูกาลลีกและความเข้มข้นแบบแพ้คัดออกในถ้วยได้พร้อมกัน นัดชิงถ้วยที่ปาร์กเดแพร็งซ์ยังเป็นเวทีที่มีผู้ชมเต็มความจุเกือบทั้งหมด สะท้อนความนิยมของถ้วยคูปเดอฟรองซ์ในยุคนั้นที่ยังคงเป็นรายการที่แฟนบอลทั่วประเทศให้ความสนใจไม่น้อยไปกว่าแชมป์ลีก
ทำไมบาสเตียจึงได้ไปเล่นถ้วยยุโรปแทน
เพราะมาร์กเซยได้ทั้งแชมป์ลีกและแชมป์ถ้วยในปีเดียวกัน สิทธิ์ไปเล่นฟุตบอลถ้วยยุโรปจึงถูกจัดสรรในรูปแบบพิเศษ มาร์กเซยในฐานะแชมป์ลีกได้สิทธิ์ไปเล่นฟุตบอลถ้วยยุโรป ส่วนนีมส์ในฐานะรองแชมป์ลีกได้สิทธิ์ไปเล่นยูฟ่าคัพ ที่น่าสนใจคือสิทธิ์ไปเล่นคัพวินเนอร์สคัพซึ่งปกติเป็นของแชมป์ถ้วยฝรั่งเศส กลับตกไปเป็นของบาสเตีย ทีมที่แพ้นัดชิงให้มาร์กเซย เพราะกติกาการจัดสรรในยุคนั้นระบุว่าเมื่อแชมป์ถ้วยเป็นทีมเดียวกับแชมป์ลีกซึ่งมีสิทธิ์ไปเล่นฟุตบอลถ้วยยุโรปอยู่แล้ว สิทธิ์คัพวินเนอร์สคัพจะเลื่อนไปให้ทีมรองแชมป์ถ้วยแทน
กลไกนี้ต่างจากความเข้าใจของแฟนบอลยุคปัจจุบันที่มักคิดว่าสิทธิ์ยุโรปแต่ละใบผูกติดกับตำแหน่งในรายการนั้น ๆ โดยตรงเสมอ กรณีของบาสเตียในปี 1972 จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าทีมที่แพ้นัดชิงก็ยังมีโอกาสได้ไปเล่นถ้วยยุโรปได้ หากสถานการณ์ของแชมป์อีกฝ่ายเอื้อให้เกิดสิทธิ์ว่างเช่นนี้ กลไกลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นในหลายประเทศของยุโรปช่วงเวลาเดียวกัน เพราะระบบสิทธิ์ยุโรปยุคนั้นยังผูกกับจำนวนรายการภายในประเทศที่มีอยู่จำกัด การจัดสรรสิทธิ์ให้ทีมรองแชมป์ถ้วยจึงเป็นทางออกที่ป้องกันไม่ให้สิทธิ์ยุโรปหนึ่งใบต้องว่างเปล่าไปโดยเปล่าประโยชน์
แนวรุกของทีมพึ่งใครเป็นหลัก

ดาวซัลโวของดิวิชัน 1 ฤดูกาล 1971/72 คือโยซิป สโกบลาร์ ของมาร์กเซยเอง ยิงได้ 30 ประตูตลอดฤดูกาล ตัวเลขนี้อาจดูไม่หวือหวาเท่าฤดูกาลก่อนหน้าของเขา เพราะในฤดูกาล 1970/71 ที่มาร์กเซยคว้าแชมป์ลีกเช่นกัน สโกบลาร์ทำสถิติถล่มทลายถึง 44 ประตูในฤดูกาลเดียว ซึ่งยังคงเป็นตัวเลขที่พูดถึงกันมากเมื่อย้อนดูประวัติศาสตร์ลีกฝรั่งเศส
การที่สโกบลาร์ยังคงเป็นดาวซัลโวของลีกต่อเนื่องสองปีติดกัน แม้ตัวเลขในปีที่สองจะลดลงจาก 44 เหลือ 30 ประตู ก็สะท้อนว่าแนวรุกของมาร์กเซยในช่วงดับเบิลปี 1972 ยังคงพึ่งพาเขาเป็นตัวหลักในการทำประตู ไม่ได้เปลี่ยนไปพึ่งผู้เล่นคนอื่นแทน ความต่อเนื่องของผลงานระดับนี้เองที่ทำให้ทีมสามารถคว้าทั้งแชมป์ลีกและแชมป์ถ้วยได้ในปีเดียวกัน เพราะมีตัวทำประตูที่เชื่อถือได้ทั้งในเกมสะสมแต้มระยะยาวและเกมแพ้คัดออก
หลังปี 1972 มาร์กเซยรักษาระดับได้ไหม

หลังจากผู้บริหารคนสำคัญของสโมสรอย่างมาร์แซล เลอแกลร์ ออกจากตำแหน่งในเดือนกรกฎาคม 1972 มาร์กเซยไม่สามารถรักษาความสำเร็จต่อเนื่องได้อย่างที่หลายคนคาดหวัง สโมสรเข้าสู่ช่วงวิกฤต และภายหลังยังตกชั้นไปเล่นในดิวิชัน 2 ก่อนที่จะกลับมาคว้าแชมป์ลีกได้อีกครั้งในปี 1989 ซึ่งเป็นช่วงห่างจากดับเบิลปี 1972 นานถึง 17 ปี
ระยะเวลาที่ห่างกันขนาดนี้ทำให้ดับเบิลปี 1972 กลายเป็นจุดสูงสุดจุดหนึ่งที่โดดเด่นเป็นพิเศษเมื่อมองย้อนกลับไป เพราะหลังจากนั้นสโมสรต้องใช้เวลานานมากกว่าจะกลับมายืนอยู่บนจุดสูงสุดของวงการฟุตบอลฝรั่งเศสได้อีกครั้ง สำหรับแฟนบอลที่รู้จักมาร์กเซยจากยุค 1990 การย้อนดูฤดูกาล 1971/72 จึงช่วยให้เห็นว่าความยิ่งใหญ่ของสโมสรนี้ไม่ได้เริ่มต้นในทศวรรษนั้น แต่มีรากฐานย้อนไปไกลกว่านั้นมาก

