ก่อนฤดูกาล 1930/31 อาร์เซนอลไม่เคยเป็นแชมป์ลีกอังกฤษแม้แต่สมัยเดียว แต่เมื่อทศวรรษ 1930 ปิดฉากลง สโมสรจากลอนดอนเหนือแห่งนี้กลับมีแชมป์ลีกในมือถึงห้าสมัย จุดเปลี่ยนเริ่มจากการมาถึงของผู้จัดการทีมคนหนึ่งในปี 1925 และเมื่อพูดถึง เฮอร์เบิร์ต แชปแมน อาร์เซนอล คือชื่อที่ถูกเอ่ยตามมาเสมอ ทั้งที่จริงแล้วเขาอยู่ทันเห็นแชมป์ลีกเพียงสองสมัยแรกเท่านั้น ส่วนที่เหลือเป็นผลงานของทีมที่เดินต่อโดยไม่มีเขา
แชปแมนมาถึงอาร์เซนอลตอนไหน
แชปแมนเข้ารับงานที่อาร์เซนอลในช่วงปิดฤดูกาลปี 1925 ด้วยค่าจ้างปีละ 2,000 ปอนด์ ซึ่งเป็นสองเท่าของที่เขาได้รับจากฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ สโมสรเดิม เหตุผลที่อาร์เซนอลยอมจ่ายขนาดนั้นชัดเจนอยู่ในประวัติของเขา เพราะที่ฮัดเดอร์สฟิลด์ เขาพาทีมคว้าเอฟเอคัพฤดูกาล 1921/22 แล้วตามด้วยแชมป์ลีกสองสมัยติดในฤดูกาล 1923/24 และ 1924/25
สภาพของอาร์เซนอลตอนนั้นต่างออกไปมาก สโมสรยังไม่เคยได้แชมป์ลีกเลยสักครั้ง และผลงานที่ใกล้เคียงที่สุดในช่วงแรกของแชปแมนคือฤดูกาล 1925/26 ซึ่งทีมจบรองแชมป์ด้วย 52 แต้ม ตามหลังฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ ที่ทำได้ 57 แต้ม ฤดูกาลแรกของเขากับทีมใหม่จบลงด้วยการมองทีมเก่าของตัวเองรับถ้วยแชมป์ไป
แชมป์ลีกสมัยแรกของอาร์เซนอลมาเมื่อไร
ถ้วยใหญ่ใบแรกมาถึงก่อนแชมป์ลีก นั่นคือเอฟเอคัพฤดูกาล 1929/30 ที่อาร์เซนอลชนะฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ 2-0 ในนัดชิงชนะเลิศ หลังจากนั้นอีกหนึ่งปี แชมป์ลีกสมัยแรกจึงเกิดขึ้นในฤดูกาล 1930/31 ทีมเก็บได้ 66 แต้มจาก 42 นัด แยกเป็นชนะ 28 เสมอ 10 และแพ้เพียง 4 นัด ยิงได้ 127 ประตู เสีย 59 ประตู
ตัวเลขที่น่าสนใจอยู่ที่อันดับสอง แอสตันวิลลาจบด้วย 59 แต้ม ยิงได้ 128 ประตู มากกว่าอาร์เซนอลหนึ่งลูก แต่เสียถึง 78 ประตู ช่องว่างตรงเกมรับนี่เองที่อธิบายว่าทำไมทีมที่ยิงมากที่สุดของฤดูกาลกลับไม่ใช่แชมป์ นับจากวันที่แชปแมนเซ็นสัญญา สโมสรใช้เวลาหกฤดูกาลกว่าจะได้แชมป์ลีกใบแรก
แผนการเล่นของทีมต่างจากคนอื่นอย่างไร
เรื่องนี้ต้องเริ่มจากกติกา ฤดูกาล 1925/26 เป็นฤดูกาลแรกที่อังกฤษใช้กติกาล้ำหน้าแบบใหม่ ซึ่งนับผู้เล่นฝ่ายรับสองคนแทนที่จะเป็นสามคน ผลที่ตามมาเห็นได้ทันที จำนวนประตูในดิวิชั่น 1 เพิ่มจาก 1,192 ประตู เป็น 1,703 ประตู หรือเฉลี่ย 3.69 ประตูต่อนัด แนวรับของทุกทีมกลายเป็นจุดอ่อนพร้อมกันหมด

ทางแก้ของอาร์เซนอลมาจากข้อเสนอของชาร์ลี บูแคน กองหน้าของทีมในตอนนั้น คือถอยเซ็นเตอร์ฮาล์ฟซึ่งเดิมยืนกลางสนามลงไปเป็นกองหลังตัวกลาง ทำให้แนวหลังมีสามคนแทนที่จะเป็นสองคน รูปทรงที่ได้ถูกเรียกภายหลังว่าระบบดับเบิลยูเอ็ม และคนที่รับบทกองหลังตัวกลางคนที่สามคือเฮอร์บี โรเบิร์ตส์
ผลของการจัดวางแบบนี้อ่านได้จากตาราง ฤดูกาลแชมป์ปี 1930/31 ทีมเสีย 59 ประตู ซึ่งถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับยุคที่ประตูขึ้นสูง และเมื่อถึงฤดูกาล 1933/34 อาร์เซนอลยิงเพียง 75 ประตู น้อยกว่าปีแชมป์สมัยแรกเกือบครึ่ง แต่เสียแค่ 47 ประตู แล้วยังได้แชมป์ นั่นคือทีมเดียวกันที่เปลี่ยนวิธีชนะจากการยิงถล่ม มาเป็นการไม่ยอมเสียประตู
อะไรเกิดขึ้นเมื่อแชปแมนเสียชีวิตกลางฤดูกาล
เกมสุดท้ายที่แชปแมนคุมทีมคือการเสมอเบอร์มิงแฮม 0-0 เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 1933 อีกหนึ่งสัปดาห์ถัดมา วันที่ 6 มกราคม 1934 เขาเสียชีวิตด้วยโรคปอดบวมที่บ้านย่านเฮนดอน ขณะอายุ 55 ปี ตอนนั้นฤดูกาลยังเหลืออีกครึ่งทาง
คนที่รับช่วงคุมทีมต่อจนจบฤดูกาลคือโจ ชอว์ ส่วนจอร์จ อัลลิสัน ขึ้นมาเป็นผู้จัดการทีมเต็มตัวในช่วงกลางปี 1934 ผลปรากฏว่าอาร์เซนอลจบฤดูกาล 1933/34 ด้วยตำแหน่งแชมป์ เก็บ 59 แต้ม ยิง 75 เสีย 47 ทิ้งห่างฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ ที่ได้ 56 แต้ม สามแต้ม นี่คือจุดที่ควรแยกให้ชัด แชมป์ปี 1934 เป็นของทีมที่แชปแมนสร้างไว้ แต่ไม่ใช่ผลงานการคุมทีมของเขาตลอดฤดูกาล
อาร์เซนอลได้แชมป์ลีกกี่สมัยในทศวรรษนั้น
รวมทั้งทศวรรษ อาร์เซนอลได้แชมป์ลีกห้าสมัย คือฤดูกาล 1930/31, 1932/33, 1933/34, 1934/35 และ 1937/38 บวกเอฟเอคัพอีกสองสมัยในปี 1930 และ 1936 ซึ่งนัดชิงปี 1936 ชนะเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 1-0
สมัยที่สองในปี 1932/33 ทีมเก็บ 58 แต้ม ยิง 118 เสีย 61 นำแอสตันวิลลาที่ได้ 54 แต้ม ส่วนฤดูกาล 1934/35 เป็นปีที่เท็ด เดรก ทำไป 42 ประตูในลีก ซึ่งยังเป็นสถิติสูงสุดของสโมสร และแชมป์สมัยสุดท้ายของช่วงนี้ในฤดูกาล 1937/38 ตัดสินกันจนถึงวันสุดท้าย โดยอาร์เซนอลแซงวูล์ฟแฮมป์ตันขึ้นมาเป็นที่หนึ่ง
ถ้านับเฉพาะที่แชปแมนคุมเอง เขาได้แชมป์ลีกสองสมัยกับเอฟเอคัพหนึ่งสมัย ที่เหลือเกิดขึ้นหลังเขาจากไป ซึ่งบอกอะไรบางอย่างเหมือนกัน เพราะทีมที่ล้มทันทีหลังเปลี่ยนผู้จัดการทีม มักแปลว่าโครงสร้างไม่แข็งพอตั้งแต่ต้น
มรดกนอกสนามมีอะไรบ้าง
สิ่งที่แชปแมนผลักดันนอกเรื่องผลการแข่งขันยังอยู่ให้เห็นจนถึงวันนี้ สถานีรถไฟใต้ดินกิลเลสพี โรด ซึ่งเปิดใช้มาตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 1906 ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นอาร์เซนอล ไฮบิวรี ฮิลล์ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 1932 โดยมีเขาเป็นคนผลักดันคนสำคัญ ส่วนต่อท้ายถูกตัดออกในราวปี 1960 เหลือเพียงคำว่าอาร์เซนอลอย่างที่ใช้กันอยู่

อีกสองเรื่องที่เขาเสนอแล้วยังไม่ได้ผลในทันที คือไฟส่องสนามกับเสื้อติดหมายเลข ไฟส่องสนามถูกติดตั้งไว้ที่เวสต์สแตนด์ของไฮบิวรีซึ่งสร้างเสร็จในปี 1932 หลังเขาไปดูเกมกลางคืนที่เบลเยียมเมื่อปี 1930 แต่ตลอดช่วงที่เขายังมีชีวิตอยู่ ไฟชุดนั้นได้ใช้แค่ตอนฝึกซ้อม ส่วนเสื้อติดหมายเลข อาร์เซนอลเคยสวมลงเล่นในเกมกระชับมิตรกับเอฟเซ เวียนนา ที่ไฮบิวรี วันที่ 4 ธันวาคม 1933 และชนะไป 4-2 แต่ฟุตบอลลีกเพิ่งตัดสินใจให้ผู้เล่นสวมเสื้อติดหมายเลขจริงจังเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 1939 ซึ่งเป็นเวลาห้าปีครึ่งหลังเขาเสียชีวิต
ตัวสนามเองก็ถูกสร้างใหม่ในยุคนั้น อีสต์สแตนด์ของไฮบิวรีที่เสร็จในปี 1936 มีงานสถาปัตยกรรมอาร์ตเดโคโดดเด่นจนด้านหน้าอาคารได้ขึ้นทะเบียนเป็นอาคารอนุรักษ์ระดับสอง ทุกวันนี้สโมสรย้ายไปเล่นสนามแห่งใหม่แล้ว แต่ชื่อสถานีรถไฟและอาคารหลังนั้นยังเป็นหลักฐานว่าสิบปีนั้นเกิดขึ้นจริง

