เชลซียิงเกินร้อย 2010 เกมรุกของอันเชล็อตติที่มีหลายผู้ทำประตู

คาร์โล อันเชล็อตติ กุนซือ เชลซี

เชลซียิงเกินร้อย 2010 ด้วยเกมรุกที่มีหลายคนเข้าถึงพื้นที่จบสกอร์ ทีมของคาร์โล อันเชล็อตติทำ 103 ประตูในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2009/10 โดยดิดิเยร์ ดร็อกบานำด้วย 29 ลูก แต่กองกลางอย่างแฟรงก์ แลมพาร์ดยิงอีก 22 ลูก และผู้เล่นด้านข้างยังช่วยทั้งเปิดโอกาสและจบงานเอง ผลงานนี้เกิดจากการประสานหน้าที่ตลอดฤดูกาล รวมถึงเกมชนะขาดสี่นัดที่สร้างประตูมากเป็นพิเศษ ไม่ใช่การให้กองหน้าคนเดียวรับผิดชอบทุกอย่าง

ยอดประตูทั้งฤดูกาลประกอบจากอะไร

เชลซีจบลีกด้วยชัยชนะ 27 นัด เสมอ 5 แพ้ 6 ได้ 86 คะแนน ยิง 103 และเสีย 32 ประตู แชมป์ถูกตัดสินในวันสุดท้ายที่พวกเขาชนะวีแกน 8–0 ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ยอดยิงหลักร้อยจึงเป็นผลงานเฉพาะลีก 38 นัด ไม่ได้รวมประตูจากเอฟเอคัพหรือการแข่งขันยุโรปเข้าไปด้วย

ดร็อกบากับแลมพาร์ดรวมกันได้ 51 ประตู เกือบครึ่งหนึ่งของยอดทีม นิโกลาส์ อเนลกายิงในลีก 11 ลูก และฟลอร็องต์ มาลูดาทำอีก 12 ลูก สี่คนนี้จึงรวมกัน 74 ประตู แต่ยังเหลืออีก 29 ลูกในยอดรวมที่มาจากผู้เล่นคนอื่นและการทำเข้าประตูตัวเองของคู่แข่ง ความหลากหลายจึงมีทั้งดาวยิงหลักและแรงสนับสนุนที่กระจายอยู่รอบตัว

จำนวนประตูมากไม่ได้ทำให้ฤดูกาลไร้อุปสรรค เชลซีแพ้ถึงหกเกม และมีวันที่เจาะคู่แข่งไม่ผ่าน เช่น ผลเสมอเบอร์มิงแฮม 0–0 ในเดือนธันวาคม ผลรวมที่โดดเด่นจึงต้องอ่านควบคู่กับการกระจายประตูรายนัด เพราะทีมยังต้องแก้ปัญหาในเกมสูสีให้ได้สามคะแนนเช่นเดียวกับคู่แข่งแย่งแชมป์

ดร็อกบากับแลมพาร์ดรับหน้าที่ต่างกันอย่างไร

เชลซียิงเกินร้อย 2010 ด้วยคนเข้ากรอบจากหลายตำแหน่ง

ดร็อกบาเป็นจุดหมายสำคัญของลูกส่งในแดนหน้า แต่เขาสามารถจ่ายให้เพื่อนเข้าจบด้วย เกมเยือนฟูแลมวันที่ 23 สิงหาคม 2009 เริ่มจากอเนลกาส่งทะลุให้ดร็อกบายิงต่ำผ่านมาร์ก ชวาร์เซอร์ ต่อมาในครึ่งหลังดร็อกบาส่งคืนหน้าที่ผู้ทำประตูให้อเนลกา กองหน้าฝรั่งเศสรับบอลแล้วผ่านผู้รักษาประตูเข้าไปยิงเป็น 2–0

ส่วนแลมพาร์ดสร้างอันตรายจากการเข้าพื้นที่จบสกอร์เมื่อเกมรุกเดินหน้าแล้ว เกมชนะแอสตัน วิลลา 7–1 วันที่ 27 มีนาคมแสดงภาพนี้ชัดเจน ประตูแรกเริ่มจากอเนลกาช่วยต่อบอลให้มาลูดาเปิดต่ำไปเสาไกล แลมพาร์ดเข้าถึงลูกส่งและยิงให้ทีมนำ คนจบงานจึงเป็นกองกลางที่เข้ามาในกรอบ ส่วนผู้เล่นแนวหน้าสองคนช่วยพาบอลไปถึงตำแหน่งที่เปิดได้

แลมพาร์ดทำสี่ประตูในเกมนั้น โดยสองลูกเป็นจุดโทษ ขณะที่มาลูดายิงสองและซาโลมง กาลูยิงหนึ่ง การนับประตูจึงต้องรวมทั้งบทบาทระหว่างเกมและหน้าที่เมื่อทีมได้จุดโทษ ไม่ใช่อธิบายทั้งสี่ลูกว่าเกิดจากการสอดเข้าเขตโทษแบบเดียวกัน

ยูริ เซียร์คอฟยังช่วยทางซ้าย โดยลูกเปิดของเขาส่งให้มาลูดาทำประตู และเขามีส่วนเรียกจุดโทษให้ทีมด้วย มาลูดาจึงสลับจากผู้เปิดให้แลมพาร์ดมาเป็นคนรับลูกเปิดของแบ็ก ความสัมพันธ์ของผู้เล่นด้านเดียวกันทำให้เชลซีมีคนพร้อมเข้าจบ แม้ตำแหน่งเริ่มต้นจะอยู่ห่างจากประตูก็ตาม

สนามหญ้าและอัฒจันทร์ผู้ชมใต้โครงหลังคาสีน้ำเงิน
บรรยากาศภายในสแตมฟอร์ดบริดจ์ในยุคหลังฤดูกาล 2004/05

ระบบทีมเปลี่ยนตามคู่แข่งแค่ไหน

แลมพาร์ดเล่าถึงช่วงที่อันเชล็อตติเริ่มด้วยกองกลางรูปเพชร ก่อนเปลี่ยนเป็น 4–3–3 เพื่อหารูปแบบเหมาะกับนักเตะ ขณะเกมเยือนฟูแลมช่วงต้นฤดูกาลมีการจัดวาง 4–3–2–1 โดยอเนลกากับแลมพาร์ดอยู่หลังดร็อกบา และมาลูดาอยู่ในกองกลางสามคน การปรับจึงไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนชื่อระบบอย่างเดียว แต่เปลี่ยนพื้นที่ทำงานของผู้เล่นด้วย

เมื่อใช้แนวรุกสามคน อเนลกาสามารถออกไปเล่นด้านข้าง ดร็อกบาอยู่ตรงกลาง และแลมพาร์ดเติมจากแดนกลางได้ การยืนเริ่มเกมต่างกันไม่ได้ห้ามกองหน้าสลับเป็นคนจ่าย อย่างที่เห็นในเกมฟูแลม แต่ช่วยจัดความสัมพันธ์กับคนรอบข้างให้ทีมเข้าทำจากทั้งตรงกลางและริมเส้นได้

เกมวิลลายังแสดงว่าเชลซีทำประตูได้มากแม้ดร็อกบาไม่ได้ลงเล่น อเนลกาเป็นกองหน้าหลักในวันนั้น และการวิ่งกับการเชื่อมบอลของเขาช่วยให้เพื่อนทำประตูได้

อีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา เชลซีไปชนะยูไนเต็ด 2–1 ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด มาลูดาพาบอลจากทางซ้ายเข้าหาเส้นหลังแล้วส่งย้อนให้โจ โคลสะกิดด้วยส้นเท้าเป็นประตูแรก ก่อนดร็อกบาที่ลงเป็นตัวสำรองยิงประตูที่สอง เกมสำคัญนี้จึงได้ประตูจากทั้งการเริ่มต้นด้วยชุดหนึ่งและการเพิ่มกองหน้าจากม้านั่งสำรอง

สนามหญ้าและอัฒจันทร์เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันที่โอลด์แทรฟฟอร์ด
อัฒจันทร์เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันภายในสนามโอลด์แทรฟฟอร์ด

เกมชนะขาดมีน้ำหนักต่อยอดรวมเพียงใด

ตลอดลีกฤดูกาลนั้น เชลซีมีสี่เกมที่ยิงอย่างน้อยหกลูก และทุกเกมเกิดในบ้าน ได้แก่ ชนะซันเดอร์แลนด์ 7–2 วันที่ 16 มกราคม ชนะวิลลา 7–1 วันที่ 27 มีนาคม ชนะสโต๊ก 7–0 วันที่ 25 เมษายน และชนะวีแกน 8–0 วันที่ 9 พฤษภาคม รวมแล้วเป็น 29 ประตู หรือประมาณร้อยละ 28 ของยอด 103 ลูก

อีก 34 เกมเชลซียิงรวม 74 ประตู แสดงว่าผลผลิตส่วนใหญ่ยังมาจากโปรแกรมที่เหลือ แต่สี่เกมชนะขาดดันยอดรวมให้สูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะสามเกมหลังที่เกิดในช่วงท้ายฤดูกาล การยิงหลักร้อยจึงมีทั้งพื้นฐานการสร้างประตูต่อเนื่องและการเร่งทำเพิ่มเมื่อเกมบางนัดเปิดทางให้

ในแง่คะแนน ชัยชนะ 7–0 ยังให้สามแต้มเท่ากับการชนะโบลตัน 1–0 หรือยูไนเต็ด 1–0 ในบ้าน ประตูที่ยิงเพิ่มช่วยผลต่างประตูและสร้างความมั่นคงในเกม แต่ไม่ได้เพิ่มคะแนนต่อชัยชนะ เชลซีจึงต้องได้ทั้งความเฉียบขาดในเกมสูสีและความสามารถทำประตูหลายแบบเพื่อปิดฤดูกาลเป็นแชมป์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

24/7 Fun8824/7 JBO