เชลซีระบบสามกองกลาง 2005 สมดุลแรกของมูรินโญ

โชเซ มูรินโญ กุนซือ เชลซี

เชลซีระบบสามกองกลาง 2005 สร้างสมดุลด้วยการแบ่งหน้าที่ให้โคลด มาเกเลเลยืนต่ำกว่าเพื่อนอีกสองคน แฟรงก์ แลมพาร์ดจึงมีอิสระเข้าไปทำประตู ขณะที่กองกลางอีกตำแหน่งช่วยเชื่อมบอลและดูแลพื้นที่เมื่อเพื่อนเติมขึ้นไป โครงสร้างนี้ไม่ได้เกิดจากการส่งนักเตะแนวรับลงให้มากที่สุด แต่เป็นการจัดระยะของผู้เล่นให้การบุกกับการป้องกันอยู่ด้วยกันได้ ทีมของโชเซ มูรินโญยังเปลี่ยนคนและวิธีเล่นระหว่างฤดูกาลแรก ก่อนจบพรีเมียร์ลีก 2004/05 ด้วยแชมป์และ 95 คะแนน

โครงสร้างใหม่ต่างจากปีก่อนอย่างไร

เชลซีระบบสามกองกลาง 2005 ค่อยเปลี่ยนจากแดนกลางรูปเพชร

เชลซีฤดูกาลก่อนหน้านั้นใช้รูปแบบ 4–4–2 เป็นหลัก เมื่อมูรินโญเข้ามาในปี 2004 เขาเริ่มด้วยกองกลางแคบรูปเพชร แล้วเปลี่ยนมาใช้ 4–3–3 ดังนั้นภาพกองกลางสามคนที่จดจำกันจึงเป็นผลจากการปรับทีม ไม่ใช่แผนเดียวที่ใช้เหมือนเดิมตั้งแต่นาทีแรกของฤดูกาล ความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือยอมลดกองหน้าตรงกลางหนึ่งคนเพื่อเพิ่มความได้เปรียบในแดนกลางและเปิดพื้นที่ให้ตัวรุกริมเส้น

มาเกเลเลเป็นฐานของสามเหลี่ยม ส่วนสองคนข้างหน้าไม่ต้องยืนเคียงกันเป็นเส้นตรงตลอดเวลา เมื่อเจอคู่แข่งที่ใช้กองกลางกลางสนามสองคน เชลซีจึงมีผู้เล่นอีกคนให้รับบอลระหว่างแนว มูรินโญอธิบายหลักนี้ว่า หากไม่มีใครเข้าหาฐานสามเหลี่ยม มาเกเลเลจะมีเวลาเล่น แต่ถ้าคู่แข่งขยับมาปิดเขา เพื่อนที่อยู่ข้างหน้าก็มีโอกาสว่างแทน

ความกว้างช่วยให้รูปทรงนี้ไม่กลายเป็นการรวมทุกคนไว้ตรงกลาง อาร์เยน ร็อบเบนกับเดเมียน ดัฟฟ์เป็นตัวเลือกที่พาบอลขึ้นข้างสนามได้รวดเร็ว ส่วนโจ โคลก็ทำประตูจากบทบาทตัวรุกด้านข้าง การมีผู้เล่นริมเส้นทำให้คู่แข่งต้องคำนึงถึงพื้นที่นอกแดนกลางด้วย เชลซีจึงไม่ได้ต้องเอาชนะการแย่งบอลกลางสนามทุกครั้งเพื่อสร้างโอกาสเข้าประตู

คนคุมพื้นที่หน้ากองหลังทำอะไร

มาเกเลเลอยู่กับเชลซีมาตั้งแต่ปี 2003 ก่อนมูรินโญเข้ามาหนึ่งปี บทบาทของเขาในระบบใหม่คือยืนหน้าคู่เซ็นเตอร์แบ็กและช่วยให้ทีมไม่เปิดช่องตรงกลางง่ายเกินไป จอห์น เทอร์รีอธิบายในภายหลังว่าการเล่นข้างหลังมาเกเลเลช่วยงานกองหลังอย่างมาก เพราะเขาจัดการอันตรายก่อนบอลจะมาถึงแนวสุดท้าย ความสำคัญจึงไม่จำเป็นต้องปรากฏเป็นการสกัดในกรอบเขตโทษทุกครั้ง

เมื่อพิจารณาตำแหน่งหน้ากองหลัง การรีบวิ่งไล่บอลออกจากพื้นที่โดยไม่สัมพันธ์กับเพื่อนอาจเปิดทางให้คู่แข่งเล่นต่อผ่านกลางสนามได้ การยืนคุมจึงมีคุณค่าแม้จังหวะนั้นจะไม่จบด้วยการแย่งบอลของเขาเอง

หน้าที่นี้ยังต่อเนื่องเมื่อเชลซีได้บอล มาเกเลเลเป็นคนรับจากแนวหลังเพื่อเริ่มการบุก จึงมีเหตุผลที่คู่แข่งพยายามประกบเขาแทนที่จะปล่อยให้ผู้เล่นซึ่งยิงประตูน้อยครองบอลอย่างสบาย การหยุดเขาอาจรบกวนทางผ่านแรกของทีม แต่เชลซีก็ปรับโดยเพิ่มคนที่รับบอลหันหลังให้ประตูคู่แข่งแล้วหมุนตัวเล่นต่อได้ ไม่ได้ฝากการเริ่มเกมไว้กับเขาคนเดียวตลอดไป

สนามหญ้าและอัฒจันทร์ผู้ชมใต้โครงหลังคาสีน้ำเงิน
บรรยากาศภายในสแตมฟอร์ดบริดจ์ในยุคหลังฤดูกาล 2004/05

ผู้เล่นกลางคนอื่นเติมเกมเมื่อใด

ตำแหน่งข้างแลมพาร์ดมีติอาโกลงเล่นบ่อยในฤดูกาล 2004/05 และต่อมาไอเดอร์ กุดยอห์นเซนถูกนำมาถอยต่ำจากกองหน้า การทดลองสำคัญเกิดในลีกคัพรอบชิงชนะเลิศกับลิเวอร์พูลเดือนกุมภาพันธ์ 2005 เมื่อมูรินโญต้องการเพิ่มความสร้างสรรค์ เขาให้กุดยอห์นเซนแทนยิรี ยาโรชิกในแดนกลาง เกมนั้นจบด้วยชัยชนะ 3–2 หลังต่อเวลา แต่เป็นตัวอย่างจากฟุตบอลถ้วย ไม่ใช่อีกนัดหนึ่งในตารางพรีเมียร์ลีก

กุดยอห์นเซนอธิบายความสัมพันธ์กับแลมพาร์ดว่าต่างคนต่างคอยเติมพื้นที่เมื่ออีกคนขึ้นไป เขารู้ว่าแลมพาร์ดวิ่งเข้าแดนหน้าบ่อย จึงต้องระวังไม่ยืนสูงเกินพร้อมกัน หลักนี้ทำให้การเพิ่มนักเตะที่เคยเป็นกองหน้าเข้ามาไม่จำเป็นต้องทำลายสมดุล ตราบใดที่เจ้าตัวเข้าใจว่าตอนไหนควรช่วยต่อบอลและตอนไหนควรรักษาตำแหน่งให้เพื่อน

เกมเยือนโบลตันวันที่ 30 เมษายนแสดงผลของการเติมเกมอย่างเป็นรูปธรรม แลมพาร์ดเข้าถึงบอลที่ดิดิเยร์ ดร็อกบาโหม่งต่อ ชนะการแย่งกับแนวรับ แล้วตัดเข้ายิงต่ำเป็นประตูแรก เขาไม่ได้เริ่มจังหวะนี้ในฐานะกองหน้าที่รอบอลอย่างเดียว แต่เข้ามารับประโยชน์จากการที่ดร็อกบาช่วยเล่นลูกแรกให้ทีม

ประตูที่สองยิ่งเชื่อมหน้าที่กองกลางเข้าด้วยกัน มาเกเลเลส่งบอลให้แลมพาร์ดบริเวณวงกลมกลางสนามในการสวนกลับ แลมพาร์ดวิ่งหลุดไปเลี้ยงผ่านยุสซี ยาสเคไลเนนก่อนยิง ทีมชนะ 2–0 และยืนยันแชมป์ลีก การผ่านบอลของผู้เล่นที่เน้นรักษาสมดุลกับการวิ่งของคนที่ได้รับอิสระขึ้นหน้าอยู่ในจังหวะเดียวกัน จึงเห็นได้ว่าการแบ่งงานไม่ได้แปลว่าแต่ละคนเกี่ยวข้องกับเกมเพียงด้านเดียว

เสื้อเชลซีแขวนในห้องแต่งตัวและข้อความบนพื้นห้อง
ห้องแต่งตัวที่สแตมฟอร์ดบริดจ์พร้อมเสื้อผู้เล่นเชลซีรุ่นหลัง

ความสมดุลสะท้อนในผลอะไร

แลมพาร์ดจบลีกด้วย 13 ประตูและ 18 แอสซิสต์ตามข้อมูลพรีเมียร์ลีก ผลผลิตดังกล่าวสะท้อนพื้นที่ให้เขามีส่วนร่วมกับการบุก ขณะเดียวกันเชลซีแพ้เพียงนัดเดียวและเสีย 15 ประตู การมีคนเติมขึ้นหน้าไม่ได้ทำให้ทีมต้องแลกด้วยการเสียประตูจำนวนมาก แต่ตัวเลขเหล่านี้ยังเป็นผลงานร่วมของผู้รักษาประตู แนวรับ ตัวรุก และการทำงานตลอดฤดูกาล

มูรินโญย้ำความสำคัญของมาเกเลเลก่อนพักเขาในเกมกับเบอร์มิงแฮมเดือนเมษายน โดยอธิบายว่าคุณภาพของเขาช่วยให้แลมพาร์ดและกุดยอห์นเซนบุกได้ เชลซีเสมอเกมนั้น 1–1 และต้องอาศัยดร็อกบาตีเสมอช่วงท้าย เหตุการณ์นี้ประกอบคำอธิบายของผู้จัดการทีมได้ดี แต่ผลเสมอครั้งเดียวไม่สามารถพิสูจน์ว่าการขาดผู้เล่นคนเดียวเป็นสาเหตุทั้งหมด

ความสมดุลแรกของมูรินโญจึงอยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่ง มากกว่าการมีรายชื่อกองกลางสามคนบนกระดาษ ฐานสามเหลี่ยมช่วยป้องกันและเริ่มบอล คนข้างหน้าสลับเติมกับรักษาพื้นที่ ส่วนริมเส้นกับกองหน้าทำให้บอลที่ออกจากแดนกลางมีทางไปต่อ เชลซีชุดนี้จึงรักษาความแข็งแรงพร้อมเปิดโอกาสให้แลมพาร์ดเป็นผู้ตัดสินเกมได้ถึงหน้าประตูคู่แข่ง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

24/7 Fun8824/7 JBO