โซโชซ์แชมป์ 1935 เกิดจากการนำกองหน้าฝีเท้าดีมาทำงานร่วมกับแกนรับที่ไว้ใจได้ ภายใต้การคุมทีมของคอนราด รอสส์ อ็องเดร อาเบกเลนเป็นดาวซัลโวของลีก แต่ชัยชนะไม่ได้มาจากการยิงประตูอย่างเดียว เกมเยือนสตราสบูร์กแสดงให้เห็นว่าผู้เล่นแนวรุกยอมถอยลงมาช่วยรักษาสกอร์ ก่อนทีมจะปิดงานด้วยชัยชนะเหนือมาร์กเซยในเดือนพฤษภาคม
ทีมก่อนฤดูกาลมีแกนใด
เมื่อฟุตบอลอาชีพฝรั่งเศสเริ่มแข่งขันในปี 1932 โซโชซ์มีชื่อเสียงจากการรวบรวมนักเตะและการสนับสนุนของฌองปีแยร์ เปอโยต์อยู่แล้ว แต่ชื่อเสียงยังไม่กลายเป็นแชมป์ทันที สองฤดูกาลแรกทำให้เห็นระยะห่างระหว่างการมีผู้เล่นเก่งกับการสร้างทีมที่รักษาผลงานได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะฤดูกาล 1933/34 ที่สโมสรบรรยายว่าขาดความสม่ำเสมอ
การเปลี่ยนสำคัญเกิดในปี 1934 เมื่อรอสส์ ชาวอุรุกวัย เข้ามารับงานแทนวิกเตอร์ กิบสัน เขาได้ทำงานกับโรเฌร์ กูร์ตัวส์ ซึ่งย้ายมาอยู่กับทีมตั้งแต่ปีก่อน และอาเบกเลน กองหน้าทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ การประกอบแนวรุกจึงมีทั้งผู้เล่นที่รู้จักสภาพแวดล้อมของสโมสรแล้วกับกำลังสำคัญที่ช่วยยกระดับการจบสกอร์
อีกด้านหนึ่งคือเอเตียน แมตต์เลอร์ กองหลังซึ่งจะมีส่วนกับแชมป์ลีกทั้งปี 1935 และ 1938 รวมถึงถ้วยฝรั่งเศสปี 1937 การมีเขาอยู่ในแกนรับทำให้เรื่องของโซโชซ์ไม่ได้เริ่มและจบที่รายชื่อดาวยิง งานของผู้เล่นหลังแนวรุกคือรักษาพื้นที่และประคองเกมเมื่อคู่แข่งกดดันกลับมา
อาเบกเลนกับแมตต์เลอร์ในเกมสตราสบูร์กของโซโชซ์แชมป์ 1935
รายชื่อเกมเยือนสตราสบูร์กมีวิลลี วากเนอร์เฝ้าประตู กาเบรียล ลาลูเอและแมตต์เลอร์อยู่แนวรับ ขณะที่อาเบกเลน กูร์ตัวส์ และเปโดร ดูอาร์ตเป็นส่วนหนึ่งของแนวรุก

ผู้เล่นแนวรุกและแนวรับทำงานต่างกันอย่างไร
อาเบกเลนจบฤดูกาล 1934/35 ด้วย 30 ประตูและตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของลีก บัญชีดาวยิงของสโมสรยืนยันความสำเร็จส่วนบุคคลนี้ ส่วนภาพรวมของทีมคือการทำ 94 ประตู ตัวเลขสองชุดบอกว่าเขาเป็นกำลังสำคัญมาก แต่เพื่อนร่วมทีมก็สร้างประตูอีกจำนวนมากเช่นกัน
กูร์ตัวส์เป็นอีกชื่อที่ประวัติสโมสรยกขึ้นมาคู่กับอาเบกเลนในการอธิบายความแข็งแกร่งของแนวรุก บทบาทของพวกเขาจึงไม่ควรถูกย่อเป็นการแข่งขันแย่งดาวซัลโว การเคลื่อนที่รับส่งบอลและการเชื่อมกับดูอาร์ตทำให้ทีมมีทางเข้าทำมากกว่าการฝากบอลถึงผู้ยิงคนเดียว
รายงานร่วมสมัยของเกมที่สตราสบูร์ก ซึ่งได้รับการถอดความไว้ในคลังประวัติสโมสรอิสระ บรรยายว่าอาเบกเลนกับดูอาร์ตลงมาช่วยผู้เล่นแดนกลาง ขณะที่ลาลูเอกับแมตต์เลอร์ติดตามผู้เล่นริมเส้นของคู่แข่ง และยาโนส ซาโบรับหน้าที่ดูแลออสการ์ โรห์ร ภาพนี้แสดงการแบ่งงานในนัดนั้น
เมื่อโซโชซ์ขึ้นนำ การช่วยเกมรับของอาเบกเลนยิ่งมีความสำคัญ กองหน้าซึ่งเป็นผู้ทำประตูยังลงมาช่วยป้องกันพื้นที่ ส่วนวากเนอร์และแนวรับต้องรับมือกับการบุกของเจ้าถิ่น การรักษาชัยชนะจึงเป็นงานร่วมกันของทั้งทีม แม้ชื่อที่ปรากฏในช่องผู้ยิงจะมีเพียงคนเดียว
ช่วงใดสร้างความได้เปรียบในลีก
วันที่ 24 มีนาคม 1935 โซโชซ์เดินทางไปพบสตราสบูร์กที่สนามลาเมโน เกมนี้มีความหมายต่อการแย่งตำแหน่งแชมป์โดยตรง อาเบกเลนยิงประตูให้ทีมเยือนชนะ 1–0 หลังจากดูอาร์ตมีส่วนสร้างโอกาส การออกจากสนามของคู่แข่งสำคัญพร้อมชัยชนะทำให้โซโชซ์ได้เปรียบในช่วงที่ฤดูกาลเหลือทางให้แก้ตัวน้อยลง
จุดที่น่าสนใจคือทีมซึ่งทำประตูรวมได้มากสามารถชนะด้วยสกอร์เฉือนเพียงลูกเดียวได้ด้วย ความอันตรายของแนวรุกทำให้ได้ประตูนำ ส่วนการเปลี่ยนลักษณะการเล่นเพื่อรักษาผลทำให้ประตูนั้นมีค่าเต็มที่ ชัยชนะที่ลาเมโนจึงเป็นตัวอย่างของความยืดหยุ่นในสถานการณ์จริง มากกว่าหลักฐานว่าทีมใช้วิธีรับลึกเหมือนกันตลอดฤดูกาล

อย่างไรก็ตาม นัดเดือนมีนาคมยังไม่ใช่วันที่ได้รับการยืนยันตำแหน่งแชมป์ จุดปิดเรื่องอยู่ในวันที่ 12 พฤษภาคม 1935 เมื่อโซโชซ์เอาชนะโอลิมปิก มาร์กเซยที่สนามเดอลาฟอร์จ และได้แชมป์ฝรั่งเศสเป็นครั้งแรก ประวัติทางการของสโมสรระบุวัน คู่แข่ง และสนามไว้ชัดเจน
เมื่อจบฤดูกาล โซโชซ์แพ้เพียงสี่นัดควบคู่กับการทำ 94 ประตู ผลรวมนี้อธิบายความสำเร็จได้สองด้าน ทีมมีพลังพอจะชนะด้วยการบุก และเสียโอกาสจากความพ่ายแพ้ไม่บ่อยนัก เกมสตราสบูร์กทำให้เห็นรายละเอียดของด้านหลังตัวเลข ขณะที่เกมมาร์กเซยเป็นวันที่การสะสมผลงานเปลี่ยนเป็นถ้วยแชมป์
แชมป์1935ต่างจากอีกถ้วยในทศวรรษอย่างไร
ตำแหน่งปี 1935 คือแชมป์ลีกอาชีพจากฤดูกาล 1934/35 ไม่ใช่ถ้วยฝรั่งเศสที่โซโชซ์ได้ในอีกสองปีต่อมา วันที่ 9 พฤษภาคม 1937 พวกเขาชนะสตราสบูร์ก 2–1 ในนัดชิงฟุตบอลถ้วย ขณะเดียวกันจบลีกฤดูกาลนั้นในอันดับสอง การมีถ้วยกลับบ้านจึงไม่ได้หมายความว่าเป็นแชมป์ลีกด้วย
ระหว่างความสำเร็จสองครั้งนั้น โซโชซ์จบลีก 1935/36 ในอันดับสี่ แม้กูร์ตัวส์จะเป็นดาวซัลโวของการแข่งขันด้วย 34 ประตู ข้อเท็จจริงนี้ทำให้บทบาทของรางวัลส่วนบุคคลชัดขึ้น ดาวยิงยอดเยี่ยมช่วยทีมได้มาก แต่ไม่ได้รับประกันอันดับหนึ่ง หากผลการแข่งขันโดยรวมยังตามคู่แข่งอยู่
แชมป์ลีกครั้งที่สองมาถึงในฤดูกาล 1937/38 โดยชัยชนะที่ล็องส์วันที่ 1 พฤษภาคม 1938 ทำให้ทีมแน่ใจว่าจะได้ตำแหน่งก่อนจบนัดสุดท้าย ดังนั้นเส้นทางของโซโชซ์ในช่วงนี้จึงมีหมุดหมายต่างกันสามจุด ได้แก่ แชมป์ลีกปี 1935 แชมป์ถ้วยปี 1937 และแชมป์ลีกปี 1938 แมตต์เลอร์กับแกนสำคัญเชื่อมความสำเร็จเหล่านั้นเข้าด้วยกัน แต่แต่ละถ้วยเกิดจากการแข่งขันและเงื่อนไขคนละฤดูกาล

