กฎต่างชาติปี 1966 ทำให้สโมสรอิตาลีต้องวางแผนเสริมทีมภายใต้การปิดรับผู้เล่นใหม่จากสหพันธ์ต่างประเทศ แต่ไม่ได้ทำให้นักเตะต่างชาติที่อยู่ในลีกหายไปทันที มาตรการนี้มีรากจากข้อจำกัดก่อนหน้า และถูกยืดต่อหลังความล้มเหลวของทีมชาติในฟุตบอลโลก การเข้าใจขอบเขตจึงช่วยอธิบายได้ว่าทำไมลีกยังมีฮัลเลอร์หรือซัวเรซ ขณะสโมสรไม่สามารถออกไปซื้อคนใหม่จากต่างประเทศได้เหมือนเดิม
บริบทฟุตบอลอิตาลีปี 1966 และกฎต่างชาติปี 1966
ช่วงต้นทศวรรษ1960 สโมสรอิตาลีประสบความสำเร็จในเวทียุโรป แต่ทีมชาติกลับผิดหวังต่อเนื่อง อิตาลีไม่ได้เข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกปี1958 และตกรอบแบ่งกลุ่มในปี1962 ความแตกต่างระหว่างผลงานของสโมสรกับทีมชาติทำให้การใช้ผู้เล่นต่างชาติกลายเป็นประเด็นของการบริหารฟุตบอล
วารสารของฝ่ายเทคนิคสหพันธ์ฟุตบอลอิตาลีอธิบายว่า ตั้งแต่ฤดูกาล1963/64 มีการจำกัดการขึ้นทะเบียนผู้เล่นต่างชาติและเพิ่มเงื่อนไขด้านค่าใช้จ่ายในการนำเข้า ก่อนที่ปี1965 จะมีการระงับการนำเข้าผู้เล่นจากสหพันธ์ต่างประเทศ มาตรการช่วงแรกเป็นแบบชั่วคราวและตั้งใจให้มีการทบทวน
เมื่ออิตาลีแพ้เกาหลีเหนือและตกรอบแรกฟุตบอลโลกปี1966 สหพันธ์เลือกต่ออายุข้อห้ามออกไป วารสารระบุการขยายอีกห้าปี ดังนั้นปี1966 เป็นจุดสำคัญที่ทำให้แนวทางปิดรับเดินหน้าต่อ แต่ไม่ใช่ปีแรกที่อิตาลีเริ่มจำกัดตลาดผู้เล่นจากต่างประเทศ
การตัดสินใจนี้มีผลกับการวางทีมหลายฤดูกาล สโมสรที่เคยมีทางเลือกค้นหาผู้เล่นจากลีกอื่นต้องจัดลำดับใหม่ระหว่างการรักษาคนเดิม ซื้อจากคู่แข่งภายในประเทศ และพัฒนาผู้เล่นของตนเอง เงินสำหรับเสริมทีมยังมีความสำคัญ แต่เงินเพียงอย่างเดียวไม่สามารถเปิดช่องทางที่กฎปิดไว้ได้
สิ่งที่ข้อห้ามครอบคลุมจริง
หัวใจของมาตรการอยู่ที่การนำเข้าผู้เล่นใหม่จากสหพันธ์ต่างประเทศ จึงต้องแยกจากการห้ามนักเตะที่มีสัญชาติต่างชาติลงสนามทั้งหมด ผู้เล่นที่ขึ้นทะเบียนอยู่ในอิตาลีแล้วสามารถเล่นต่อได้ การแข่งขันจึงยังมีคนต่างชาติอยู่ แม้ประตูสำหรับการซื้อคนใหม่จากภายนอกถูกปิดลง
สำหรับฝ่ายจัดหาผู้เล่น คำถามสำคัญไม่ได้มีเพียงว่านักเตะคนนั้นเกิดที่ใด แต่รวมถึงเขาอยู่ในระบบฟุตบอลใดแล้วด้วย นักเตะต่างชาติที่เล่นให้สโมสรอิตาลีมีสถานะในการตลาดต่างจากคนที่สโมสรต้องนำเข้ามาใหม่จากต่างประเทศ ตัวอย่างการย้ายทีมในช่วงนี้ทำให้เห็นความต่างได้ชัดเจน

เฮลมุท ฮัลเลอร์ชาวเยอรมันเล่นให้โบโลญญาก่อนย้ายไปยูเวนตุสในปี1968 เขาเป็นผู้เล่นที่คนดูเซเรีย อารู้จักอยู่แล้ว และเคยมีส่วนในแชมป์ของโบโลญญาปี1964 การย้ายครั้งนั้นจึงเป็นการหมุนเวียนผู้เล่นที่อยู่ในอิตาลี ไม่ใช่การเปิดรับนักเตะใหม่จากลีกเยอรมัน
ประวัติของยูเวนตุสบันทึกการมาถึงของฮัลเลอร์ไว้ในบรรยากาศตลาดฤดูร้อนปี1968 สโมสรต้องการความคิดสร้างสรรค์ของเขาเพื่อสนับสนุนแนวรุก เหตุการณ์นี้แสดงว่าการจำกัดตลาดภายนอกไม่ได้ทำให้สโมสรหยุดปรับคุณภาพทีม แต่ทำให้ต้องค้นหาคุณภาพภายในขอบเขตที่เหลืออยู่
ผู้เล่นเดิมต่างจากการนำเข้าใหม่
ลุยส์ ซัวเรซเป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง เขามาอยู่กับอินเตอร์ในปี1961 และยังเล่นในอิตาลีหลังปี1966 ก่อนย้ายไปซามพ์โดเรียในปี1970 ประวัติที่อินเตอร์รวบรวมระบุว่าเขาอยู่กับทีมใหม่อีกสามฤดูกาล เส้นทางนี้ไม่สอดคล้องกับความเข้าใจว่าต่างชาติทุกคนต้องออกจากลีกทันทีที่มีข้อห้าม
สำหรับอินเตอร์ การรักษาผู้เล่นที่มีประสบการณ์อย่างซัวเรซหมายถึงการรักษาคนเริ่มเกมจากแดนลึกและส่งบอลให้แนวรุก ส่วนซามพ์โดเรียสามารถรับประสบการณ์นั้นต่อผ่านตลาดภายในประเทศ ทั้งสองช่วงอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ต่างจากการไปซื้อผู้เล่นทดแทนจากต่างประเทศได้อย่างเสรี

ผลของข้อห้ามจึงสะสมตามเวลา เมื่อผู้เล่นเดิมอายุมากขึ้นหรือออกจากการแข่งขัน จำนวนคนต่างชาติสามารถลดลงโดยไม่ต้องมีการขับออกพร้อมกัน วารสารฝ่ายเทคนิคอธิบายแนวโน้มการลดลงนี้ไว้โดยตรง จึงเป็นการเปลี่ยนส่วนประกอบของลีกทีละฤดูกาล มากกว่าการเปลี่ยนรายชื่อทั้งหมดในวันเดียว
อย่างไรก็ตาม การมีนักเตะต่างชาติอยู่ต่อไม่ได้หมายความว่าตลาดยังทำงานเหมือนก่อน สโมสรอาจรักษาคนสำคัญไว้ได้ แต่การหาคนทดแทนในแบบเดียวกันจากต่างประเทศทำไม่ได้ตามช่องทางเดิม การประเมินอายุ บทบาท และระยะเวลาที่คนเดิมยังช่วยทีมได้จึงเป็นส่วนสำคัญของแผนระยะยาว
ทีมต้องปรับการสร้างผู้เล่นอย่างไร
ทางเลือกหนึ่งคือซื้อผู้เล่นที่พัฒนาฝีเท้าอยู่กับสโมสรอิตาลีแล้ว ยูเวนตุสตกลงซื้อปิเอโตร อนาสตาซีจากวาเรเซในปี1968 ก่อนนัดชิงแชมป์ยุโรป แล้วเขาจึงเข้าร่วมทีมในฤดูกาลถัดไปหลังทำประตูในนัดชิง การเสริมทีมจึงยังสร้างการเปลี่ยนแปลงใหญ่ได้ผ่านผู้เล่นภายในประเทศ
อีกทางคือให้ผู้เล่นเยาวชนผ่านประสบการณ์แข่งขันก่อนกลับมารับบทบาทในทีมใหญ่ โรแบร์โต เบ็ตเตกาผ่านระบบเยาวชนยูเวนตุสและใช้เวลาหนึ่งปีแบบยืมตัวที่วาเรเซ เส้นทางเช่นนี้เปิดพื้นที่ให้การพัฒนากับการแข่งขันจริงเชื่อมต่อกัน แทนที่จะมองว่าการเลื่อนเยาวชนขึ้นชุดใหญ่เป็นขั้นตอนเดียวที่จบครบทุกอย่าง
สองกรณีนี้สะท้อนทางเลือกที่สโมสรใช้อยู่ในยุคปิดตลาดภายนอก แต่ไม่ได้แปลว่ากฎเป็นเหตุเดียวที่สร้างอนาสตาซีหรือเบ็ตเตกา คุณภาพการฝึก การเลือกทีมให้เหมาะกับผู้เล่น และโอกาสลงสนามยังเป็นเงื่อนไขที่ต้องทำงานร่วมกัน การจำกัดการซื้อจึงเปลี่ยนกรอบการตัดสินใจได้โดยไม่รับประกันผลด้านฝีเท้า
อิตาลีคว้าแชมป์ยุโรปปี1968 และเข้าชิงฟุตบอลโลกปี1970 ทว่าผลงานทีมชาติเหล่านี้ไม่สามารถใช้พิสูจน์ด้วยตัวเองว่าการปิดตลาดเป็นสาเหตุทั้งหมด ฟุตบอลระดับทีมชาติมีทั้งการคัดตัว การเตรียมทีม และผลงานเฉพาะการแข่งขัน ซึ่งต่างจากผลระยะยาวของระบบพัฒนาผู้เล่นสโมสร
สภาสหพันธ์มีมติวันที่9พฤษภาคม1980 ให้เซเรีย อาเปิดรับผู้เล่นต่างชาติหนึ่งคนต่อทีมอีกครั้ง จุดสิ้นสุดนี้ทำให้เห็นว่ากรอบซึ่งยืดต่อหลังปี1966 ส่งผลนานกว่าตลาดฤดูร้อนเพียงครั้งเดียว สโมสรต้องอยู่กับการรักษาคนเดิม การซื้อภายในประเทศ และการสร้างผู้เล่นใหม่เป็นเวลาหลายฤดูกาล

