บาร์ซายุคเวนาเบิลส์คว้าแชมป์ลีกฤดูกาล 1984–1985 ด้วยทีมที่จัดหน้าที่ชัดเจน หลังดีเอโก มาราโดนาย้ายออกในฤดูร้อนปี 1984 เทอร์รี เวนาเบิลส์เข้ามารับงานต่อจากเซซาร์ หลุยส์ เมนอตติ และพาทีมจบการรอแชมป์นาน 11 ปีได้ตั้งแต่ฤดูกาลแรก ความสำเร็จนี้เกิดก่อนโยฮัน ครัฟฟ์กลับมาคุมทีม และมีลักษณะเฉพาะของตัวเอง
ภาพที่ถูกจดจำมากที่สุดคืออูร์รูติพุ่งเซฟจุดโทษที่บายาโดลิด แต่กว่าจะถึงวันนั้น บาร์เซโลนาสร้างระยะห่างจากคู่แข่งผ่านแนวรับที่คงเส้นคงวา กองกลางของแบร์นด์ ชูสเตอร์ และประตูจากสตีฟ อาร์ชิบัลด์ การรักษาจ่าฝูงไม่ได้พึ่งเหตุการณ์เดียว แม้เหตุการณ์นั้นจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของทั้งฤดูกาลก็ตาม
บาร์ซายุคเวนาเบิลส์เริ่มจากผู้เล่นที่มีอยู่
เวนาเบิลส์เลือกใช้ระบบ 4–4–2 โดยอาศัยแนวรับที่มีเคราร์โด มิเกลี อเลชันโก และฆูลิโอ อัลเบร์โต ผู้เล่นเหล่านี้ไม่ได้เพิ่งมาถึงพร้อมโค้ชใหม่ พวกเขาเป็นทรัพยากรที่สโมสรมีอยู่แล้ว และถูกนำมาใช้ในโครงสร้างที่เน้นการทำงานร่วมกันของแต่ละแนว
ในลีก มิเกลี อเลชันโก และฆูลิโอ อัลเบร์โตต่างลงตัวจริง 32 นัดจากทั้งหมด 34 นัด ขณะที่อูร์รูติเฝ้าเสา 33 นัด ความต่อเนื่องนี้ทำให้การจัดเกมรับมีแกนที่แน่นอน เวนาเบิลส์ไม่ต้องสร้างทีมใหม่ทุกตำแหน่งเพื่อรับมือกับการจากไปของดาวดังในแนวรุก
กองกลางมีชูสเตอร์เป็นศูนย์กลางด้านคุณภาพบอล ร่วมกับผู้เล่นที่ทำงานหนักอย่างบิกตอร์ มูโญซ ส่วนริมเส้นและแนวรุกยังมีตัวเลือกอย่างโรโฆ การ์รัสโก มาร์กอส และปาโก โกลส การมีผู้เล่นหลายลักษณะเปิดทางให้เวนาเบิลส์ปรับคนรอบแกนหลักได้ โดยยังรักษารูปแบบการเล่นที่ทีมเข้าใจร่วมกัน
อาร์ชิบัลด์เติมบทบาทกองหน้าจบสกอร์
อาร์ชิบัลด์ย้ายมาจากท็อตแนมฮอตสเปอร์ในปี 1984 เขาเป็นกองหน้าชาวสกอตแลนด์ที่มีจุดเด่นเรื่องการหาพื้นที่และจบสกอร์ เวนาเบิลส์ใช้คุณสมบัตินี้เป็นปลายทางของเกมรุก แทนการคาดหวังให้ผู้เล่นใหม่ทำทุกอย่างเหมือนมาราโดนา
ฤดูกาลแรก อาร์ชิบัลด์ทำ 15 ประตูจาก 32 นัดลีก และเล่นครบเกมทุกนัดที่ลงสนาม ชูสเตอร์ตามมาด้วย 11 ประตู ขณะที่โกลสทำหกลูก ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าบาร์เซโลนามีทั้งกองหน้าหลักและประตูเสริมจากกองกลาง ไม่ได้ฝากการยิงไว้กับคนเดียวทั้งหมด
เปิดลีกด้วยชัยชนะที่เบร์นาเบว
วันที่ 2 กันยายน 1984 บาร์เซโลนาบุกชนะเรอัลมาดริด 3–0 ในนัดเปิดลีกที่ซานติอาโก เบร์นาเบว ผลครั้งนั้นส่งทีมขึ้นจ่าฝูงตั้งแต่เริ่มฤดูกาล และทำให้การเริ่มต้นฤดูกาลของโค้ชใหม่มีผลชนะเหนือคู่ปรับโดยตรง

นัดต่อมาทีมชนะซาราโกซา 4–0 ที่คัมป์นู ตามด้วยชัยชนะเหนือเอสปันญอล เบติส และโอซาซูนาในเกมลีกที่ลงเล่นช่วงถัดมา แม้จะมีผลเสมอแทรกในเวลาต่อมา บาร์เซโลนาก็ยังรักษาตำแหน่งนำได้ตลอดการแข่งขัน
ความสำเร็จในลีกไม่ได้แปลว่าทุกสนามราบรื่น วันที่ 3 ตุลาคม ทีมแพ้เมตซ์ 1–4 ที่คัมป์นูและตกรอบคัพวินเนอร์สคัพ ทั้งที่เลกแรกชนะนอกบ้าน 4–2 แต่สี่วันต่อมาก็กลับมาชนะโอซาซูนา 2–0 ในลีก ความพ่ายแพ้ในยุโรปจึงไม่ทำให้เส้นทางลีกหลุดจากมือไปด้วย
บาร์เซโลนาแพ้ลีกครั้งแรกต่อแอธเลติก 0–1 ในวันที่ 16 ธันวาคม หลังจากนั้นปลายเดือนเดียวกันชนะมาดริดอีกครั้ง 3–2 ที่คัมป์นู การได้ชัยชนะทั้งสองเกมเหนือคู่ปรับสำคัญเป็นส่วนหนึ่งของความได้เปรียบที่ทีมสะสม ไม่ใช่เพียงความทรงจำจากนัดเปิดฤดูกาล
โอกาสแรกที่อาลิกันเตยังปิดงานไม่ได้
ก่อนเยือนเอร์กูเลสในวันที่ 17 มีนาคม 1985 บาร์เซโลนามีผลงานชนะ 19 เสมอแปด แพ้หนึ่ง จาก 28 นัด ทีมมีโอกาสยืนยันแชมป์ได้แล้วในขณะที่ยังเหลือการแข่งขันอีกหกนัด แต่กลับแพ้ 0–1 ที่อาลิกันเต ทำให้ต้องรออย่างน้อยอีกหนึ่งสัปดาห์
ความพ่ายแพ้ครั้งนั้นเป็นเพียงครั้งที่สองในลีก จึงไม่ได้ลบผลงานก่อนหน้า แต่เปลี่ยนความกดดันของการเดินทางครั้งถัดไป ผู้เล่นต้องกลับมาตั้งสมาธิกับการชนะอีกครั้ง แทนที่จะคิดว่าการฉลองเป็นสิ่งที่กำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว
อูร์รูติรักษาชัยชนะที่บายาโดลิด
วันที่ 24 มีนาคม เวนาเบิลส์ส่งอูร์รูติ เคราร์โด มิเกลี อเลชันโก และฆูลิโอ อัลเบร์โตเป็นฐานของทีมที่นวยโบ ซอร์รียา ส่วนชูสเตอร์ บิกตอร์ โรโฆ มาร์กอส โกลส และอาร์ชิบัลด์เป็นผู้เล่นที่เหลือในชุดเริ่มเกม

โกลสยิงให้บาร์เซโลนานำในนาทีที่เก้า ก่อนมาฆิโก กอนซาเลซตีเสมอให้เจ้าถิ่น จากนั้นอเลชันโกทำประตูให้ทีมเยือนกลับมานำ 2–1 ในนาทีที่ 65 เกมจึงมาถึงช่วงท้ายโดยบาร์เซโลนายังต้องรักษาสกอร์นี้ เพราะแอตเลติโกมาดริดชนะราซิงซานตานเดร์ในวันเดียวกัน
เมื่อฆูลิโอ อัลเบร์โตทำฟาวล์บิกตอร์ในเขตโทษ บายาโดลิดได้โอกาสตีเสมอจากจุดโทษ กอนซาเลซเป็นคนรับหน้าที่ เขายิงต่ำไปทางเสา แต่อูร์รูติอ่านทางและพุ่งไปทางขวาของตัวเองเพื่อป้องกันไว้ได้ บาร์เซโลนารักษาผลชนะ 2–1 และยืนยันแชมป์ทั้งที่ยังเหลือสี่นัด
เสียงบรรยายของโฆอากิม มาเรีย ปูยาลที่บอกรักอูร์รูติกลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำวันนั้น แต่ผู้รักษาประตูไม่ได้สร้างแชมป์ขึ้นจากศูนย์ เขารักษาผลการแข่งขันที่โกลสกับอเลชันโกช่วยกันทำไว้ และปิดงานของทีมที่อยู่หัวตารางมาตลอดฤดูกาล
เมื่อลีกสิ้นสุด บาร์เซโลนามีชนะ 21 เสมอ 11 แพ้สอง รวม 53 คะแนน ยิง 69 และเสีย 25 ประตู ภายใต้ระบบชนะได้สองคะแนน ทีมทิ้งแอตเลติโกมาดริดรองแชมป์สิบแต้ม ระยะห่างนี้เป็นคำอธิบายอีกด้านของฤดูกาลเวนาเบิลส์ นอกเหนือจากการเซฟที่ถูกเล่าซ้ำมากที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร

