แอธเลติกสองแชมป์1984 เกิดจากการรักษาความได้เปรียบเล็กน้อยตลอดช่วงที่ลีกและฟุตบอลถ้วยทับซ้อนกัน ทีมของฆาบิเอร์ เกลเมนเตจบลีกด้วยคะแนนเท่าเรอัลมาดริด ผ่านรอบรองชนะเลิศโกปาเดลเรย์ด้วยการยิงจุดโทษ และชนะบาร์เซโลนาในนัดชิงเพียงประตูเดียว ความสำเร็จจึงต้องอาศัยทั้งผู้เล่นหลักที่ยืนระยะและคนที่พร้อมตัดสินเกมเฉพาะหน้า
เมื่อเทียบกับฤดูกาลก่อน แอธเลติกยิงประตูในลีกลดลงจาก 71 เหลือ 53 ลูก แต่เสียลดลงจาก 36 เหลือ 30 ลูก ทีมไม่ได้ผลิตชัยชนะด้วยรูปแบบเดิมทุกครั้ง การกระจายประตูและผลพบคู่แข่งโดยตรงช่วยชดเชยสิ่งที่ขาดหายไปจากเกมรุก
แอธเลติกสองแชมป์1984 ใช้แกนหลักอย่างไร
อันโดนี ซูบิซาร์เรตาและซานติอาโก อูร์เกียกาลงเล่นครบทั้ง 34 นัดลีก คนละ 3,060 นาที ความต่อเนื่องในตำแหน่งผู้รักษาประตูกับแนวรับทำให้ทีมมีผู้เล่นที่ผ่านสถานการณ์ร่วมกันตลอดฤดูกาล ขณะที่อีญีโก ลิเซรันซูลงตัวจริง 32 นัด และทำเจ็ดประตู แม้มีหน้าที่หลักเป็นกองหลัง
ด้านเกมรุก มานู ซาราเบียเป็นผู้ทำประตูสูงสุดในลีกของทีมด้วยเก้าลูก ต่างจากปีก่อนที่ดานีทำ 18 ประตูและซาราเบียทำ 17 ประตู ฤดูกาล 1983–1984 ดานีลงลีกสิบเกมและยิงสามลูก จำนวนประตูของทีมจึงต้องมาจากหลายตำแหน่งมากขึ้น เช่น ลิเซรันซู อูร์ตูบี และโนริเอกา
เอนดิกาเป็นอีกตัวเลือกที่มีบทบาท เขาลงลีก 23 นัด เป็นตัวจริง 14 นัด และทำสามประตู สถิตินี้บอกว่าเขาไม่ใช่คนที่เพิ่งปรากฏตัวในนัดชิงถ้วย แต่ก็ไม่ได้ครองตำแหน่งตลอดเวลา เกลเมนเตมีผู้เล่นที่ผ่านเกมจริงมากพอให้เลือกใช้ โดยไม่จำเป็นต้องส่งรายชื่อเดิมทุกนัด
คะแนนเท่ามาดริด แต่ผลพบกันทำให้ต่าง
แอธเลติกจบลีกด้วยชนะ 20 เสมอเก้า แพ้ห้า รวม 49 คะแนน ในระบบที่ชัยชนะได้สองคะแนน เรอัลมาดริดชนะมากกว่าถึงสองนัด แต่เสมอเพียงห้าครั้งและแพ้เจ็ดเกม จึงมี 49 คะแนนเท่ากัน ส่วนบาร์เซโลนาตามมาที่ 48 คะแนน
เกณฑ์ที่ทำให้แอธเลติกอยู่เหนือมาดริดคือผลงานพบกันโดยตรง ทั้งคู่เสมอ 0–0 ที่ซานติอาโก เบร์นาเบว วันที่ 27 พฤศจิกายน 1983 ก่อนแอธเลติกชนะ 2–1 ที่ซานมาเมส วันที่ 1 เมษายน 1984 ทีมจากบิลเบาจึงได้เปรียบจากสองเกมนี้ และรักษาความได้เปรียบนั้นไว้จนตารางสุดท้าย
เดือนเมษายนที่ต้องลุ้นสองรายการพร้อมกัน
สามวันหลังชนะมาดริดในลีก แอธเลติกบุกชนะคู่แข่งรายเดิม 1–0 ในรอบรองชนะเลิศถ้วยเลกแรก แต่สถานการณ์ไม่ได้ราบรื่นตลอด วันที่ 8 เมษายน ทีมแพ้เบติส 0–2 ในลีก ก่อนกลับมาชนะมาลากา 2–1 วันที่ 14 เมษายน แล้วเตรียมรับมาดริดในฟุตบอลถ้วยอีกครั้ง
วันที่ 18 เมษายน มาดริดชนะ 1–0 ที่ซานมาเมส ทำให้สกอร์รวมเสมอ 1–1 การต่อเวลายังแยกผู้ชนะไม่ได้ แอธเลติกต้องชนะการยิงจุดโทษ 4–3 จึงเข้าชิง เส้นทางก่อนหน้านั้นผ่านการ์ตาเคนา เรอัลโซเซียดัด และสปอร์ติ้งคิฆอนมาแล้ว รอบรองจึงเป็นอีกด่านที่ต้องแก้สถานการณ์หลังความได้เปรียบจากเลกแรกหายไป
ทีมมีเวลาเพียงสี่วันก่อนเยือนบาเลนเซียในลีกวันที่ 22 เมษายน และชนะ 2–1 จากนั้นต้องกลับมาตัดสินแชมป์ลีกวันที่ 29 เมษายน แล้วเล่นนัดชิงถ้วยวันที่ 5 พฤษภาคม นับจากเกมมาลากาถึงนัดชิง มีการแข่งขันสำคัญห้านัดในช่วง 22 วัน รวมเกมที่ยืดเยื้อถึงการดวลจุดโทษด้วย
ลิเซรันซูตัดสินลีกที่ซานมาเมส
นัดสุดท้าย แอธเลติกต้องชนะเรอัลโซเซียดัดเพื่อรักษาสิทธิ์ตัดสินแชมป์ด้วยตัวเอง คู่แข่งยังมีเป้าหมายลุ้นพื้นที่ยูฟ่าคัพ ขณะเดียวกันมาดริดไปเยือนเอสปันญอล และบาร์เซโลนาไปเยือนแอตเลติโกมาดริด ผลจากสนามอื่นจึงเปลี่ยนแรงกดดันที่ซานมาเมสได้ตลอดบ่าย
ลิเซรันซูยิงให้แอธเลติกนำ ก่อนโซเซียดัดตีเสมอ เขากลับมาทำประตูชัยให้เจ้าถิ่นชนะ 2–1 ลูกที่สองยังเป็นประตูที่ 3,000 ของสโมสรในลีกด้วย กองหลังที่ทำประตูรวมเจ็ดลูกตลอดฤดูกาลจึงเป็นคนจบงานในวันที่ทีมต้องการชัยชนะมากที่สุด

ตัวจริงวันนั้นมีซูบิซาร์เรตา อูร์เกียกา ลิเซรันซู โกอิโกเอตเชอา เดอันเดรส ดานี อูร์ตูบี และอาร์โกเต ซึ่งจะได้เริ่มเกมนัดชิงถ้วยด้วย แต่เดลาฟูเอนเต โซลา และโนริเอกาไม่ได้อยู่ในสิบเอ็ดคนแรกของนัดชิง การเปรียบเทียบสองเกมจึงเห็นทั้งส่วนที่เกลเมนเตรักษาไว้และส่วนที่เขาเปลี่ยน
เอนดิกาเริ่มเกมและทำประตูที่เบร์นาเบว
ในวันที่ 5 พฤษภาคม เกลเมนเตส่งนูเญซ ปัตซี ซาลินาส และเอนดิกาลงตัวจริงร่วมกับแกนหลัก บาร์เซโลนาของเซซาร์ หลุยส์ เมนอตติมีดีเอโก มาราโดนาและแบร์นด์ ชูสเตอร์เป็นผู้เล่นสำคัญ แอธเลติกต้องจำกัดเวลาที่คู่แข่งใช้สร้างเกม พร้อมหาโอกาสจากจังหวะที่พาบอลเข้าสู่เขตอันตราย

ประตูเกิดตั้งแต่ช่วงต้นเกม หลังจังหวะเตะมุม อาร์โกเตส่งบอลด้วยเท้าขวา เอนดิกาพักอกแล้วจบด้วยเท้าซ้าย แอธเลติกขึ้นนำ 1–0 และรักษาสกอร์นั้นจนจบ ซาราเบียถูกส่งลงแทนเอนดิกาในนาทีที่ 60 แสดงให้เห็นว่าการให้เอนดิกาเริ่มเกมไม่ได้หมายถึงการตัดซาราเบียออกจากแผนทั้งหมด
แอธเลติกจึงได้ทั้งลีกและโกปาเดลเรย์ในปีเดียวกันเป็นครั้งแรกนับจากปี 1956 และได้รับซูเปร์โกปาปี 1984 โดยอัตโนมัติจากการครองสองแชมป์ ไม่ต้องเล่นนัดชิงรายการนั้นเพิ่ม ภายในช่วงตัดสินฤดูกาล ทีมอาศัยกองหลังยิงประตูปิดลีก ก่อนใช้กองหน้าที่ไม่ได้ยืนตัวจริงตลอดฤดูกาลตัดสินถ้วย ความสำเร็จสองรายการจึงสะท้อนทั้งความต่อเนื่องของทีมและน้ำหนักของการเลือกผู้เล่นในแต่ละเกม

