ดิสเตฟาโนในลาลีกา เริ่มต้นด้วยฤดูกาลที่เรอัล มาดริดกลับมาเป็นแชมป์หลังรอมาตั้งแต่ปี 1933 อัลเฟรโด ดิสเตฟาโนมาถึงในปี 1953 และมีส่วนทันทีทั้งการทำประตูและการเชื่อมเกมของทีม ช่วงสองปีแรกจึงสำคัญต่อประวัติศาสตร์สโมสร แม้ชื่อของเขามักถูกเล่าผ่านถ้วยยุโรปห้าสมัยติดต่อกันในเวลาต่อมา
มาดริดก่อนดิสเตฟาโน ไม่ได้ขาดดาวยิง
ความเก่งของปาอีโญยังไม่พอให้ได้ลีก
เรอัล มาดริดเคยได้แชมป์ลีกปี 1932 และ 1933 แต่ไม่ได้ตำแหน่งนี้อีกตลอดช่วงที่เหลือของทศวรรษ 1930 และทศวรรษ 1940 การรอคอยนั้นไม่ได้หมายความว่าสโมสรไม่มีนักเตะอันตรายอยู่เลย ปาอีโญเป็นตัวอย่างชัดเจน เขาเป็นดาวซัลโวลาลีกาฤดูกาล 1951–52 ด้วย 28 ประตู ขณะที่แชมป์เป็นของบาร์เซโลนา
ปาอีโญออกจากมาดริดก่อนดิสเตฟาโนเข้ามา ทั้งสองจึงไม่ได้เล่นร่วมกันให้สโมสร แม้ต่างเคยเสียดายโอกาสนั้น เรื่องนี้ช่วยให้เห็นว่าการเปลี่ยนยุคไม่ได้เกิดจากการเพิ่มผู้ทำประตูเข้าไปบนขุมกำลังเดิมทั้งหมด มาดริดกำลังเปลี่ยนองค์ประกอบแนวรุก และผู้เล่นหมายเลขเก้าคนใหม่มีคุณสมบัติต่างจากการเป็นคนจบสกอร์อย่างเดียว
ดิสเตฟาโนในลาลีกา จากนัดแรกถึงแชมป์ปี 1954
ดิสเตฟาโนลงเล่นเกมอุ่นเครื่องให้มาดริดพบกับน็องซีในวันที่ 23 กันยายน 1953 ก่อนประเดิมการแข่งขันทางการวันที่ 27 กันยายน ในเกมลีกนัดที่สามกับราซิง ซานตานเดร์ เขายิงหนึ่งประตูช่วยทีมชนะ 4–2 ดังนั้นเกมแรกในเสื้อขาวกับเกมแรกในลีกจึงเป็นคนละนัดและคนละวัน
ผลงานเด่นที่สุดครั้งหนึ่งในฤดูกาลแรกเกิดวันที่ 18 เมษายน 1954 มาดริดชนะบาเลนเซีย 4–0 ในนัดรองสุดท้ายของลีก ดิสเตฟาโนทำแฮตทริก และโรเก โอลเซนยิงอีกหนึ่งประตู ชัยชนะนัดนี้ยืนยันแชมป์สมัยที่สามของสโมสร ก่อนจบฤดูกาลด้วย 40 คะแนน เหนือบาร์เซโลนาที่มี 36 คะแนน
สำหรับนักเตะใหม่ การได้ทั้งตำแหน่งดาวซัลโวของการแข่งขันและแชมป์ลีกในฤดูกาลเดียวกันเป็นการสร้างผลกระทบอย่างรวดเร็ว สำหรับสโมสร แชมป์นั้นปิดช่วงรอคอยยาว 21 ปีนับจากปี 1933 แต่ความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนกว่าหนึ่งถ้วยอยู่ที่วิธีซึ่งดิสเตฟาโนช่วยให้เพื่อนร่วมทีมเล่นฟุตบอลร่วมกัน

บทบาทที่ไปไกลกว่าหน้าเขตโทษ
สิ่งที่เพื่อนร่วมทีมเห็นจากระยะใกล้
ฟรานซิสโก เกนโตเล่าย้อนถึงดิสเตฟาโนว่าเป็นเหมือนพี่ชายที่เขาเฝ้ามองและเรียนรู้ เกนโตเข้ามาเมื่ออายุ 19 ปี ขณะที่ดิสเตฟาโนอายุ 27 ปี สิ่งที่ทำให้เขาทึ่งมีทั้งความทุ่มเทตลอดเกม การต่อบอลจังหวะเดียวกับเพื่อน และการใช้ลูกส้นเท้า เกนโตมองว่าคุณสมบัติเหล่านี้มีส่วนอย่างมากในการสร้างรูปแบบการเล่นของมาดริด
โฆเซ เอมิลิโอ ซานตามาเรีย ซึ่งร่วมทีมในช่วงต่อมา อธิบายดิสเตฟาโนในฐานะนักเตะที่ทำงานหนักและมีส่วนทั้งเกมรุกกับเกมรับ ภาพจากเพื่อนร่วมทีมจึงเติมรายละเอียดให้สถิติประตู เขาสามารถเข้ามาร่วมสร้างจังหวะก่อนที่บอลจะถึงพื้นที่อันตราย และยังรับภาระนอกช่วงที่ทีมเป็นฝ่ายบุกด้วย
การเล่นเช่นนี้ทำให้คำว่ากองหน้าอธิบายเขาได้เพียงบางส่วน การทำประตูเป็นผลลัพธ์ที่เห็นชัด แต่ความสามารถประสานกับเกนโตและคนอื่นเปิดให้ทีมมีทางเลือกมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องรอส่งบอลให้เขายืนยิงอยู่ข้างหน้าเพียงอย่างเดียว ความโดดเด่นของดิสเตฟาโนจึงอยู่ทั้งกับบอลที่เขาทำเข้าประตูและกับจังหวะที่เพื่อนร่วมทีมเล่นต่อได้
แชมป์ปี 1955 พิสูจน์ความต่อเนื่อง
ฤดูกาล 1954–55 มาดริดเปลี่ยนผู้ฝึกสอนระหว่างทาง เอนริเก เฟร์นันเดซเริ่มต้นคุมทีม ก่อนโฆเซ บียาลองกาเข้ารับหน้าที่ตั้งแต่นัดที่ 14 ถึงกระนั้นทีมยังเดินหน้าป้องกันแชมป์ได้ ดิสเตฟาโนยิง 25 ประตูในลีก เป็นผู้ทำประตูสูงสุดของทีมในฤดูกาลนั้น
วันที่ 3 เมษายน 1955 มาดริดบุกชนะแอตเลติโก 4–2 ที่เมโตรโปลิตาโนและได้แชมป์ตั้งแต่นัดรองสุดท้ายอีกครั้ง ดิสเตฟาโนยิงสองประตู ส่วนเอคตอร์ เรียลกับโอลเซนทำคนละหนึ่ง ทีมจบลีกด้วย 46 คะแนน เหนือบาร์เซโลนาห้าคะแนน จากแชมป์ที่ยุติการรอคอยจึงกลายเป็นความสำเร็จต่อเนื่องสองฤดูกาล
ระหว่างฤดูกาลนี้ สโมสรยังเปลี่ยนชื่อสนามชามาร์ตินเป็นซานติอาโก เบร์นาเบว โดยได้รับความเห็นชอบวันที่ 2 มกราคม 1955 เพื่อยกย่องประธานสโมสร ชื่อสนามที่ผูกกับยุครุ่งเรืองของมาดริดจึงเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่ทีมของดิสเตฟาโนยืนยันตำแหน่งในลีกอีกครั้ง

จากฐานในสเปนสู่การแข่งขันยุโรปครั้งใหม่
เมื่อยูโรเปียนคัพเริ่มฤดูกาล 1955–56 มาดริดเข้าร่วมในฐานะแชมป์สเปน แต่การแข่งขันครั้งแรกไม่ได้ประกอบด้วยแชมป์ลีกล้วน ยูฟ่าระบุว่าจาก 16 ทีม มีแชมป์ประเทศเจ็ดทีม รวมมาดริดด้วย รูปแบบการรวมสโมสรในปีเริ่มต้นจึงต่างจากภาพระบบคัดเลือกที่คุ้นเคยในเวลาต่อมา
ทีมของซานติอาโก เบร์นาเบวรับโอกาสนี้และไปถึงแชมป์ยุโรปครั้งแรกด้วยชัยชนะเหนือแร็งส์ 4–3 ที่ปารีส ดิสเตฟาโนยิงหนึ่งลูกในนัดชิง แต่ก่อนจะถึงคืนนั้น มาดริดได้สร้างความต่อเนื่องผ่านลีกปี 1954 และ 1955 มาแล้ว สองแชมป์ในสเปนทำให้ยุคใหม่มีฐานที่ชัดเจน ทั้งผู้เล่นที่ประสานกันได้และความสามารถรักษาผลงานตลอดฤดูกาล

