ลาลีกาช่วงสงครามมีช่องว่างที่เห็นได้ทันทีในทำเนียบแชมป์ หลังแอธเลติกได้แชมป์ฤดูกาล 1935/36 รายการถัดไปคือฤดูกาล 1939/40 สงครามกลางเมืองสเปนทำให้ลีกระดับชาติหยุดลงสามฤดูกาล แต่การกลับมาไม่ได้หมายถึงการนำทีมเดิมทั้งหมดกลับลงสนามแล้วเล่นต่อจากจุดเดิม
บางสโมสรไม่มีสนามที่พร้อมใช้งาน บางทีมสูญเสียผู้เล่นจากการแยกย้ายหรือออกนอกประเทศ และโอเบียโดต้องขอพักการแข่งขันเพิ่มอีกปี ขณะเดียวกัน ฟุตบอลบางรายการยังเกิดขึ้นระหว่างสงคราม จึงต้องแยกระหว่างการหยุดของลาลีกากับการกล่าวว่าทั้งประเทศไม่มีการแข่งขันฟุตบอลเลย
ลาลีกาช่วงสงครามเว้นสามฤดูกาลไหนบ้าง
แอธเลติกจบลีกปี 1935/36 ด้วย 31 คะแนน เหนือมาดริดที่มี 29 คะแนน เป็นแชมป์ก่อนการแข่งขันขาดช่วง จากนั้นฤดูกาล 1936/37, 1937/38 และ 1938/39 ไม่ได้จัดลีกระดับชาติในสายการแข่งขันเดียวกัน การกลับมาเกิดในฤดูกาล 1939/40 ซึ่งมีอาเบียซิออนเป็นชื่อที่ปรากฏในทำเนียบแชมป์
| ช่วงเวลา | สถานะการแข่งขัน |
|---|---|
| 1935/36 | แอธเลติกเป็นแชมป์ลีกก่อนสงคราม |
| 1936/37–1938/39 | ลีกระดับชาติหยุดแข่งขัน |
| 1939/40 | ลีกกลับมา และแอธเลติกอาเบียซิออนเป็นแชมป์ |
สำหรับแอธเลติก ช่องว่างนี้อยู่กลางช่วงที่สโมสรมีผลงานโดดเด่น ประวัติทีมระบุว่าสงครามทำให้สโมสรอ่อนกำลังและผู้เล่นแยกย้าย เมื่อเข้าสู่ยุคหลังสงครามจึงต้องสร้างทีมขึ้นใหม่จากผู้เล่นรุ่นเยาว์ การมีตำแหน่งแชมป์เดิมติดตัวไม่ได้ทำให้สามารถรักษาสภาพทีมไว้ได้ตลอดสามปีที่ไม่มีลีก
ยังมีฟุตบอล แต่ไม่ได้เป็นลาลีกาทุกนัด
บาร์เซโลนาเป็นตัวอย่างที่ช่วยอธิบายความต่างนี้ สโมสรได้แชมป์ลีกเมดิเตอร์เรเนียนในปี 1937 และแยกรายการดังกล่าวไว้ต่างหากในหน้าเกียรติประวัติ การพบผลแข่งขันหรือถ้วยของปีนั้นจึงไม่ขัดกับข้อเท็จจริงที่ว่าลีกระดับชาติหยุดลง เพราะเป็นคนละการแข่งขัน
บันทึกของบาร์เซโลนายังเล่าถึงการเดินทางไปเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกาในปี 1937 เพื่อหารายได้ช่วยสโมสร ผู้เล่นบางคนไม่ได้กลับมาบาร์เซโลนาหลังการเดินทางนั้น ฟุตบอลจึงยังเป็นหนทางหารายได้และรักษาองค์กรเอาไว้ พร้อมกับเป็นช่วงที่องค์ประกอบของทีมเปลี่ยนแปลงไปด้วย
ตัวอย่างอีกแห่งอยู่ที่อันดาลูเซีย ในเดือนมกราคม 1939 เบติสลงแข่งขันระดับภูมิภาคแล้ว โดยใช้เนร์บิออนของเซบียาเป็นสนามเหย้าในเกมรับเซวตา เฆเรซ และกาดิซ ทั้งสามนัดจบด้วยชัยชนะของเบติส แต่เป็นรายการภูมิภาคก่อนลีกระดับชาติกลับมา ไม่ใช่การเริ่มลาลีกาฤดูกาลใหม่ตั้งแต่เดือนมกราคม

สนามเสียหายทำให้คำว่าเกมเหย้าเปลี่ยนความหมาย
เมโตรโปลิตาโนเดิมในมาดริดเสียหายหนักระหว่างสงคราม ทีมที่ต่อมาใช้ชื่อแอธเลติกอาเบียซิออนจึงต้องอาศัยสนามอื่น เอกสารประวัติสนามของกรุงมาดริดระบุว่าในฤดูกาล 1939/40 ทีมเล่นเกมเหย้าสิบครั้งที่ชามาร์ติน ก่อนย้ายกลับไปใช้สนามบาเยกัส
ทีมจึงสามารถอยู่ในลีกและเป็นเจ้าบ้านตามโปรแกรมได้ โดยไม่ได้เล่นในสนามหลักที่ใช้ก่อนสงคราม ความเสียหายของสนามกระทบทั้งสถานที่แข่งขันและระยะเวลาฟื้นฟู ไม่ได้สิ้นสุดลงพร้อมกับวันที่ลีกประกาศกลับมาแข่ง
เมโตรโปลิตาโนเดิมเปิดใช้อีกครั้งในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 1943 หลังผ่านการปรับปรุง เกมเปิดสนามเป็นดาร์บีกับมาดริดและทีมเจ้าบ้านชนะ 2–1 นั่นหมายความว่าการกลับสู่สนามของตนเองเกิดหลังลีกเริ่มใหม่ไปหลายปีแล้ว ชื่อเมโตรโปลิตาโนในเรื่องนี้หมายถึงสนามเก่า ไม่ใช่อาคารสนามยุคปัจจุบัน
โอเบียโดพักเพิ่มอีกปีโดยไม่เสียสิทธิ์ลีกสูงสุด
กรณีโอเบียโดต่างออกไป สนามบวยนาบิสตาได้รับความเสียหายจนสโมสรยื่นขอยกเว้นการลงแข่งขันหนึ่งปีกับสมาคมฟุตบอลสเปน และได้รับอนุญาต โอเบียโดจึงไม่ได้ลงเล่นฤดูกาล 1939/40 แต่ยังรักษาสิทธิ์ในดิวิชันสูงสุดไว้ได้ การหายไปจากตารางฤดูกาลนั้นจึงไม่ใช่การตกชั้นตามผลงาน
สโมสรกลับมาแข่งขันทางการวันที่ 29 กันยายน 1940 ด้วยการเยือนเอสปันญอลในบาร์เซโลนาและแพ้เจ้าบ้าน ก่อนหน้านั้นเกมทางการครั้งสุดท้ายของโอเบียโดคือการพบโอซาซูนาเมื่อ 17 พฤษภาคม 1936 ช่วงขาดการแข่งขันของทีมจึงยาวกว่าการหยุดลีกส่วนรวม โดยกินเวลาสี่ปีสี่เดือน
ในชุดที่กลับมาลงสนาม เอร์เรริตาทำหน้าที่ทั้งผู้เล่นตำแหน่งแนวรุกด้านในซ้ายและผู้ฝึกสอน รายละเอียดนี้สะท้อนการจัดทีมในช่วงเริ่มใหม่ได้ชัดกว่าการมองเพียงว่ามีชื่อโอเบียโดกลับมาในตาราง สโมสรต้องจัดหาทั้งสถานที่ ผู้เล่น และผู้รับผิดชอบทีมให้พร้อมสำหรับการแข่งขันอีกครั้ง

ลีกกลับมาในโลกฟุตบอลที่เปลี่ยนไปแล้ว
วันที่ 4 ตุลาคม 1939 แอธเลติกแห่งมาดริดกับอาเบียซิออนนาซิออนาลทำข้อตกลงรวมกันและใช้ชื่อแอธเลติกอาเบียซิออน คลับ ชื่อที่เห็นในลีกหลังสงครามจึงมีเหตุการณ์ระดับองค์กรอยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่การเปลี่ยนชื่อโดยปราศจากการเปลี่ยนแปลงภายในทีม
เบติสเริ่มลีกครั้งใหม่วันที่ 3 ธันวาคม 1939 ด้วยการแพ้บาเลนเซียในบ้าน 0–3 สโมสรเพิ่งผ่านการซ่อมแซมสนามและมีทรัพยากรจำกัด การมีสถานที่พร้อมเปิดรับการแข่งขันจึงไม่ได้รับประกันว่าทีมจะพร้อมแข่งขันในระดับเดียวกับคู่แข่งทุกด้าน
เมื่อมองร่วมกัน แอธเลติกต้องสร้างผู้เล่นรุ่นใหม่ บาร์เซโลนาใช้การแข่งขันนอกประเทศประคองสโมสร ทีมในมาดริดย้ายสนามและปรับองค์กร ส่วนโอเบียโดได้รับเวลาฟื้นฟูเพิ่มเติม ช่องว่างปี 1936–1939 จึงเปลี่ยนมากกว่ารายชื่อฤดูกาลในทำเนียบ เพราะเมื่อเสียงนกหวีดลีกดังขึ้นอีกครั้ง แต่ละทีมกลับมาพร้อมผู้คน ทรัพยากร และเงื่อนไขที่ไม่เท่ากัน

