รูปแบบลีกอิตาลียุคแรก ทำให้คำว่าเข้ารอบมีความสำคัญพอ ๆ กับคำว่าชนะ สโมสรอาจชนะคู่แข่งในพื้นที่แล้วเพิ่งได้สิทธิ์ไปพบทีมจากภูมิภาคอื่น ขณะที่บางช่วงแชมป์เก่าได้รับสิทธิ์รอผู้ท้าชิงในรอบสุดท้าย การอ่านแค่ชื่อผู้ชนะประจำปีจึงยังไม่บอกว่าทีมนั้นต้องผ่านการแข่งขันแบบใด
ตัวอย่างที่เห็นกลไกได้ชัดคือสิทธิ์ของแชมป์เก่าในช่วง 1899–1904 รอบภูมิภาคและรอบสุดท้ายของปี 1905 และข้อตกลงรวมการแข่งขันหลังการแยกตัวในปี 1921/22 ทั้งสามกรณีแสดงว่าระบบคัดเลือกเปลี่ยนทั้งคู่แข่งที่ต้องพบ จำนวนด่านที่ต้องผ่าน และวิธีตัดสินว่าใครควรได้แชมป์
รูปแบบลีกอิตาลียุคแรกให้แชมป์เก่ารอในรอบชิง
ระหว่างปี 1899 ถึง 1904 การชิงแชมป์อิตาลีใช้ระบบที่เรียกว่าชาลเลนจ์ ผู้ครองตำแหน่งมีสิทธิ์เข้ารอบชิงชนะเลิศในปีถัดไปโดยอัตโนมัติ ส่วนทีมอื่นต้องแข่งขันเพื่อหาผู้ท้าชิง เมื่อได้ผู้ท้าชิงแล้วจึงตัดสินตำแหน่งกับแชมป์เก่าด้วยการแข่งขันนัดเดียว
เจนัวเป็นตัวอย่างเริ่มต้นของกติกานี้ หลังได้แชมป์ในปี 1898 สโมสรจึงรอในรอบชิงปี 1899 และเอาชนะอินเตอร์นาซิโอนาเล โตริโนได้อีกครั้ง เส้นทางของแชมป์เก่าจึงต่างจากเส้นทางของทีมที่ต้องชนะการแข่งขันก่อนหน้า
หากกำลังไล่ผลการแข่งขันแล้วพบว่าทีมแชมป์ลงเล่นน้อยกว่าคู่แข่ง จึงต้องดูตำแหน่งเริ่มต้นในสายแข่งขันด้วย ผลงานของปีที่แล้วมีผลต่อจุดเริ่มต้นของปีใหม่โดยตรง การนับชัยชนะอย่างเดียวอาจซ่อนความแตกต่างนี้
ปี 1905 ต้องผ่านภูมิภาคก่อนเข้าแข่งขันรอบสุดท้าย
เมื่อเลิกระบบชาลเลนจ์ในปี 1905 การแข่งขันมีรอบคัดเลือกของปีเอมอนเต ลอมบาร์เดีย และลิกูเรีย ผู้ผ่านแต่ละพื้นที่จึงเข้าสู่กลุ่มรอบสุดท้ายสามทีมซึ่งแข่งขันเหย้าและเยือน โครงสร้างนี้ยังไม่ใช่การให้ผู้เข้าร่วมทั้งหมดใช้ตารางเดียวตั้งแต่ต้น
ในปีเอมอนเต ยูเวนตุสผ่านเอฟซี โตรีเนเซด้วยผลชนะโดยการถอนตัวของคู่แข่งทั้งสองนัด ประวัติสโมสรบันทึกผลเป็น 3–0 ทั้งสองครั้ง จึงไม่ควรเล่าเป็นเกมที่ยูเวนตุสยิงสามประตูในสนาม ส่วนในลอมบาร์เดีย อูนิโอเน สปอร์ตีวา มิลาเนเซเสมอมิลานในเกมแรก แล้วชนะเกมที่สอง 7–6
ฝั่งลิกูเรีย เจนัวเสมออันเดรีย ดอเรียแบบไม่มีประตูในนัดแรก ก่อนชนะเกมเยือน 1–0 ในการพบกันครั้งถัดมา รายละเอียดสามพื้นที่แสดงว่าคำว่าผ่านรอบภูมิภาคไม่ได้แปลว่าทุกทีมมีประสบการณ์เหมือนกัน บางทีมแข่งขันครบสองนัด ขณะที่อีกทีมผ่านด้วยผลจากการถอนตัว
| รอบภูมิภาคปี 1905 | ผู้ผ่านเข้ารอบสุดท้าย | สิ่งที่ต้องแยกให้ออก |
|---|---|---|
| ปีเอมอนเต | ยูเวนตุส | ชนะจากการถอนตัวของเอฟซี โตรีเนเซ |
| ลอมบาร์เดีย | อูนิโอเน สปอร์ตีวา มิลาเนเซ | ผ่านมิลาน ซึ่งเป็นอีกสโมสรหนึ่ง |
| ลิกูเรีย | เจนัว | ผ่านอันเดรีย ดอเรีย |

กลุ่มสามทีมตัดสินแชมป์โดยไม่ต้องมีนัดชิง
ในรอบสุดท้าย ยูเวนตุสชนะอูนิโอเน สปอร์ตีวา มิลาเนเซสองครั้ง และเสมอเจนัวสองครั้ง จบที่หกคะแนน วันที่ 9 เมษายน 1905 เจนัวทำได้เพียงเสมอกับมิลาเนเซ จึงจบที่ห้าคะแนนและทำให้ยูเวนตุสได้แชมป์อิตาลีครั้งแรก
ตัวเลขสองชัยชนะกับสองผลเสมอรวมเป็นหกคะแนนสะท้อนการให้สองคะแนนต่อชัยชนะในกรณีนี้ หากนำสามคะแนนต่อชัยชนะไปคำนวณย้อนหลัง จะได้แปดคะแนนและไม่ตรงกับตารางประวัติศาสตร์ ส่วนวันที่ยูเวนตุสได้แชมป์ก็เป็นวันที่ผลของคู่แข่งทำให้ตำแหน่งแน่นอน ไม่ใช่วันที่ยูเวนตุสต้องลงเล่นนัดชิงอีกครั้ง
นี่คือความต่างระหว่างการชนะเพื่อผ่านด่านกับการสะสมคะแนนเพื่อจบอันดับแรก ผลของรอบภูมิภาคให้สิทธิ์เข้าแข่งขันรอบสุดท้าย ขณะที่ผลงานในกลุ่มสามทีมเป็นตัวตัดสินแชมป์ การแยกสองหน้าที่นี้ช่วยให้เข้าใจตารางเก่าได้โดยไม่เอาผลทุกช่วงมารวมเป็นตารางเดียวที่ไม่เคยใช้จริง
ความขัดแย้งเรื่องจำนวนทีมทำให้เกิดสองรายการ
ในปี 1921 วิตโตริโอ ปอซโซเสนอการแข่งขันระดับสูงของฝ่ายเหนือจำนวน 24 ทีม สโมสรใหญ่สนับสนุนการจำกัดจำนวนผู้เข้าแข่งขัน ส่วนสโมสรขนาดเล็กคัดค้าน การประชุมสหพันธ์ในเดือนกรกฎาคมปฏิเสธข้อเสนอ และสโมสรใหญ่แยกออกไปตั้ง CCI
ฤดูกาล 1921/22 จึงมีการแข่งขันภายใต้สององค์กร โนเวเซได้แชมป์ของ FIGC ส่วนโปร แวร์เชลลีได้แชมป์ของ CCI สองชื่อนี้ไม่ได้หมายถึงทีมที่รอพบกันในรอบชิงของรายการเดียวกัน แต่เป็นผลจากการแยกการบริหารการแข่งขัน การอ่านฤดูกาลดังกล่าวจึงต้องระบุองค์กรควบคู่กับผู้ชนะ
จุดขัดแย้งอยู่ที่สิทธิ์เข้าร่วมเวทีสูงสุดด้วย สโมสรที่ได้อยู่ในรายการจำกัดจำนวนย่อมมีสถานะต่างจากผู้ที่ถูกกันออก ขณะที่การขยายจำนวนทีมต้องหาวิธีจัดกลุ่มและคัดเลือกต่อ การออกแบบระบบจึงกระทบโอกาสของสโมสรโดยตรง ไม่ได้เป็นเพียงการเรียงวันแข่งขันในปฏิทิน

การกลับมารวมกันยังคงมีหลายกลุ่ม
ข้อตกลงโคลอมโบเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 1922 ยุติการแยกตัวและวางโครงสร้างสำหรับฤดูกาล 1922/23 ฝ่ายเหนือมี 36 ทีมแบ่งเป็นสามกลุ่ม ส่วนฝ่ายใต้ยังใช้การแข่งขันระดับภูมิภาค ก่อนที่จำนวนทีมฝ่ายเหนือจะลดเป็น 24 ในฤดูกาล 1923/24 จึงต้องแยกจำนวนทีมในช่วงเปลี่ยนผ่านออกจากเป้าหมายหลังปรับระบบ
การกลับมาอยู่ใต้สหพันธ์เดียวกันไม่ได้เท่ากับการใช้ตารางเดียวทันที สโมสรยังต้องเดินตามโครงสร้างกลุ่มของตนอีกหลายปี จนถึงฤดูกาล 1929/30 ที่เซเรีย อาเริ่มการแข่งขันแบบตารางเดียว ความต่างหลักคือการใช้ผลงานในตารางร่วมเป็นแกนตัดสิน แทนการไล่สิทธิ์ผ่านกลุ่มจากคนละเส้นทาง
เมื่ออ่านผลฟุตบอลอิตาลียุคแรก จึงควรเริ่มจากคำถามว่าเกมนั้นอยู่ในรอบใดและให้สิทธิ์อะไรกับผู้ชนะ ตัวอย่างปี 1905 แสดงการผ่านภูมิภาคสู่กลุ่มชิงแชมป์ ส่วนปี 1921/22 ต้องแยกองค์กรผู้จัดก่อน ทั้งสองวิธีช่วยอธิบายความสำเร็จของสโมสรได้ตรงกับการแข่งขันที่เกิดขึ้นจริง

