ประวัติลาลีกา จากลีกสิบทีมสู่เวทีฟุตบอลสเปน

สนามเมสตายา หนึ่งในสนามฟุตบอลลาลีกา

ประวัติลาลีกาเริ่มต้นในปี 1929 เมื่อสิบสโมสรเข้าร่วมการแข่งขันลีกระดับชาติของสเปน บาร์เซโลนาเป็นแชมป์ครั้งแรก แต่ภาพของลีกในช่วงบุกเบิกไม่ได้มีเพียงการต่อสู้ระหว่างบาร์เซโลนากับเรอัลมาดริด แอธเลติก คลับและเรอัลเบติสต่างมีบทบาทสำคัญ ก่อนสงครามกลางเมืองจะทำให้การแข่งขันหยุดชะงัก การเข้าใจจุดเริ่มต้นนี้ช่วยให้มองฟุตบอลสเปนได้กว้างกว่ารายชื่อทีมแชมป์

ประวัติลาลีกาเริ่มต้นอย่างไร

การก่อตั้งลีกไม่ได้หมายความว่าฟุตบอลสเปนเพิ่งเริ่มขึ้นในปีนั้น สโมสรและการแข่งขันอื่นมีอยู่ก่อนแล้ว สิ่งที่ลีกนำเข้ามาคือเวทีซึ่งทีมต่าง ๆ พบกันในรูปแบบสะสมผลงานตลอดการแข่งขัน แทนที่จะตัดสินทุกอย่างด้วยเส้นทางแพ้คัดออกเพียงแบบเดียว

บันทึกของบาร์เซโลนาระบุว่า คณะกรรมการสโมสรส่งข้อเสนอถึงสหพันธ์ฟุตบอลสเปนในปี 1927 เพื่อจัดการแข่งขันที่แต่ละทีมได้พบกัน แนวคิดดังกล่าวผ่านช่วงเตรียมการก่อนเกิดลีกครั้งแรก สโมสรจึงมีเวทีสะสมผลงานร่วมกับคู่แข่งจากเมืองอื่นอย่างต่อเนื่อง การพบคู่แข่งหลายทีมทำให้ความสม่ำเสมอมีน้ำหนักมากขึ้น ขณะที่ฟุตบอลถ้วยยังสร้างเรื่องราวผ่านการผ่านเข้ารอบของแต่ละทีม

ปี 1929 และแชมป์ครั้งแรกของบาร์เซโลนา

ลีกฤดูกาลแรกมักถูกเรียกว่า 1928–29 ขณะที่การแข่งขันจริงอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมิถุนายน 1929 แบบหนึ่งเป็นชื่อฤดูกาล ส่วนอีกแบบเป็นปีปฏิทินที่ลงสนาม

สิบทีมแรกประกอบด้วยบาร์เซโลนา เรอัลมาดริด แอธเลติก คลับ เรอัลโซเซียดาด อาเรนัส เด เกตโซ เรอัลอูนิโอน เอสปันญอล ยูโรปา ราซิง ซานตานเดร์ และสโมสรที่ต่อมารู้จักกันในชื่อแอตเลติโก มาดริด รายชื่อนี้สะท้อนว่าฟุตบอลสเปนมีฐานหลายเมืองตั้งแต่ต้น ไม่ได้เกิดจากสองสโมสรใหญ่เพียงลำพัง

บาร์เซโลนาคว้าแชมป์หลังชนะอาเรนัส เด เกตโซ 2–0 เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 1929 การแย่งตำแหน่งกับเรอัลมาดริดยืดไปถึงเกมสุดท้าย ก่อนทีมจากบาร์เซโลนาจะกลายเป็นผู้ชนะคนแรกของการแข่งขันที่เพิ่งก่อตั้ง

เหตุใดแอธเลติกและเบติสจึงสำคัญต่อยุคแรก

ก่อนสงครามกลางเมือง ลาลีกามีผู้ชนะสี่สโมสร บาร์เซโลนาได้แชมป์ครั้งแรก เรอัลมาดริดคว้าแชมป์ปี 1932 และ 1933 เรอัลเบติสชนะในปี 1935 ส่วนแอธเลติก คลับคว้าแชมป์ปี 1930, 1931, 1934 และ 1936 จึงเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในช่วงเริ่มต้นนี้

แชมป์ของเบติสช่วยขยายภาพการแข่งขันออกจากเมืองหลวงและบาร์เซโลนา ทีมภายใต้การคุมของแพทริก โอคอนเนลล์ปิดงานด้วยชัยชนะ 5–0 ที่ซานตานเดร์ในวันที่ 28 เมษายน 1935 เหตุการณ์นี้เตือนว่าอำนาจในลีกเปลี่ยนแปลงได้ และสถานะปัจจุบันไม่อาจใช้แทนประวัติทั้งหมดของทีม

สงครามกลางเมืองทำให้เส้นเวลาขาดช่วง

การแข่งขันลีกหยุดลงในช่วงสงครามกลางเมืองสเปนระหว่างปี 1936–1939 จึงไม่ควรเติมชื่อแชมป์ลงในช่องว่างเหล่านี้ให้เหมือนเป็นฤดูกาลปกติ การหยุดแข่งยังมีความหมายมากกว่าการเลื่อนโปรแกรม เพราะสโมสรต้องเผชิญการสูญเสียความต่อเนื่องของทีมและชีวิตของผู้คนที่เกี่ยวข้อง

เมื่อกลับมาแข่งขัน แอธเลติกต้องฟื้นตัวทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และฟุตบอล สโมสรหันมาให้โอกาสผู้เล่นหนุ่มเพื่อสร้างทีมใหม่ ส่วนเบติสซึ่งเคยเป็นแชมป์ในปี 1935 ต้องเผชิญทีมที่เปลี่ยนไปและตกชั้นในปี 1940 เส้นทางของสองสโมสรแสดงให้เห็นว่าการกลับมาของลีกไม่ได้คืนความแข็งแกร่งเดิมให้ทุกทีมพร้อมกัน

บาเลนเซียและการเปลี่ยนมือของความสำเร็จ

หลังสงคราม บาเลนเซียกลายเป็นหนึ่งในทีมสำคัญของฟุตบอลสเปน สโมสรได้แชมป์ลีกครั้งแรกในฤดูกาล 1941–42 หลังประสบความสำเร็จในฟุตบอลถ้วยเมื่อปี 1941 แนวรุกที่ได้รับฉายาว่าสายฟ้าเป็นส่วนหนึ่งของภาพจำในยุคนี้ โดยมุนโดเป็นดาวซัลโวของลีกในฤดูกาลที่ทีมคว้าแชมป์ครั้งแรก

แนวรุกของบาเลนเซียประกอบด้วยเอปี อามาเดโอ มุนโด อาเซนซี และโกโรสติซา ความสำเร็จยังเกี่ยวข้องกับการรักษาแกนทีม การฟื้นฟูสนามเมสตายา และการสร้างทีมสำรองเดปอร์ติโบ เมสตายา สโมสรจึงมีฐานสำหรับแข่งขันต่อเนื่อง หลังแชมป์ครั้งแรก บาเลนเซียได้แชมป์อีกในฤดูกาล 1943–44 และ 1946–47 ทำให้ทศวรรษนั้นเป็นช่วงสำคัญของทีมอย่างชัดเจน

คัมป์นูกับการขยายบ้านของบาร์เซโลนา

บาร์เซโลนาเคยใช้เลสกอร์ตส์เป็นสนามเหย้า ก่อนเปิดคัมป์นูในวันที่ 24 กันยายน 1957 ชื่อคัมป์นูมีความหมายว่าสนามใหม่ โดยใช้เรียกให้ต่างจากบ้านเดิม การเปลี่ยนสนามจึงเป็นอีกเส้นทางของการเติบโตของสโมสร นอกเหนือจากการเสริมผู้เล่นและการลุ้นแชมป์ในแต่ละฤดูกาล

ที่นั่งและป้ายสโมสรบนอัฒจันทร์สนามคัมป์นู
อัฒจันทร์สนามคัมป์นูในเมืองบาร์เซโลนา

เรอัลมาดริดกับห้าแชมป์ลีกติดต่อกัน

เมื่อเข้าสู่ทศวรรษ 1960 ภาพอำนาจของเรอัลมาดริดเด่นชัดขึ้น สโมสรคว้าแชมป์ลีกห้าครั้งติดต่อกัน โดยยืนยันแชมป์ครั้งที่ห้าของชุดดังกล่าวเมื่อวันที่ 18 เมษายน 1965 นี่เป็นครั้งแรกที่สโมสรทำได้ห้าแชมป์ติด และเกิดขึ้นในช่วงที่ทีมกำลังเปลี่ยนผ่านผู้เล่น

มิเกล มูโญซเป็นผู้ดูแลทีมในช่วงเปลี่ยนผ่าน อามันซิโอย้ายเข้ามาในปี 1962 และกลายเป็นผู้เล่นสำคัญทางฝั่งขวา ขณะที่ฤดูกาล 1964–65 มีผู้เล่นอย่างกรอสโซ ปีร์รี ซานชิส และเด เฟลีเปเข้ามาเติมทีม การรักษาผลงานจึงเกิดขึ้นพร้อมกับการนำคนรุ่นใหม่เข้าสู่โครงสร้างเดิม ไม่ได้อาศัยผู้เล่นชุดเดียวตลอดทุกฤดูกาล

ซานมาเมสจากสนามเดิมสู่บ้านหลังใหม่

สนามช่วยให้ประวัติฟุตบอลมีภาพของสถานที่จริง แต่ชื่อที่คุ้นเคยไม่ได้รับประกันว่าอาคารในแต่ละยุคเป็นหลังเดียวกัน แอธเลติกเปิดสนามซานมาเมสเดิมในปี 1913 และเปลี่ยนสู่สนามใหม่ในปี 2013 สนามใหม่เริ่มรับการแข่งขันลาลีกากับเซลตาในวันที่ 16 กันยายนปีนั้น

ด้านนอกสนามซานมาเมสและอาคารริมแม่น้ำในบิลเบา
สนามซานมาเมสตั้งอยู่ท่ามกลางย่านเมืองของบิลเบา

สนามใหม่ยังใช้ชื่อซานมาเมสและอยู่ในเมืองบิลเบาเช่นเดิม ภาพอาคารสนามท่ามกลางย่านเมืองทำให้เห็นความใกล้ชิดระหว่างสโมสรกับพื้นที่ของผู้คน สำหรับแอธเลติก ความต่อเนื่องไม่ได้อยู่ที่อาคารหลังเดียว แต่อยู่ที่สโมสรและชุมชนที่เดินทางผ่านการเปลี่ยนแปลงมาด้วยกัน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

24/7 Fun8824/7 JBO