ศึกบอลโลก 2026 กลุ่ม F นัดที่สองของอีกสองชาติในกลุ่มจะระเบิดขึ้นช่วงสายวันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน 2026 ตามเวลาประเทศไทย เมื่อ ตูนิเซีย ตัวแทนจากแอฟริกา ต้องเจอกับ ญี่ปุ่น ความหวังของทวีปเอเชีย ที่คอบอลไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดี ดูกันสบาย ๆ ช่วงสิบเอ็ดโมงเช้า และยังมีความหมายพิเศษเพราะเป็นแมตช์ชี้ชะตาตัวแทนทวีป เกมนี้นับเป็นบททดสอบสำคัญของทั้งคู่หลังจากผ่านนัดแรกมาแล้ว จากฟอร์มการคัดเลือกและคุณภาพขุมกำลัง แมตช์ประวัติศาสตร์นี้มีอะไรให้วิเคราะห์ไม่น้อย
ข้อมูลการแข่งขัน
- รายการ: ฟุตบอลโลก 2026 รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม F นัดที่สอง
- วันเวลา: สายวันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน 2026 เวลา 11:00 น.
- สนาม: เอสตาดิโอ บีบีวีเอ เมืองมอนเตร์เรย์ ประเทศเม็กซิโก
- คู่แข่งขัน: ตูนิเซีย พบ ญี่ปุ่น
กลุ่ม F ประกอบด้วย เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น สวีเดน และ ตูนิเซีย โดยทีมอันดับ 1 และ 2 ผ่านเข้ารอบ 32 ทีมโดยตรง ส่วนอันดับ 3 ยังมีลุ้นในฐานะหนึ่งใน 8 ทีมอันดับสามที่ดีที่สุด ในกลุ่มที่มีเนเธอร์แลนด์เป็นเต็งหนึ่ง การที่ญี่ปุ่นและตูนิเซียต้องเจอกันเองในเกมนัดที่สองจึงเป็นเหมือนเกมชี้ชะตาว่าใครจะได้สิทธิ์ลุ้นตั๋วรอบน็อกเอาต์ต่อไป เพราะผู้ชนะจะมีต้นทุนสามแต้มตุนไว้ ส่วนผู้แพ้แทบจะหมดสิทธิ์ลุ้นทันที
เฮดทูเฮด สถิติการเจอกัน
สองชาตินี้เคยพบกันมาแล้ว 6 ครั้ง โดยภาพรวมญี่ปุ่นเป็นฝ่ายได้เปรียบ ไฮไลต์สำคัญคือชัยชนะ 2-0 ของซามูไรบลูในรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลโลก 2002 ที่ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพร่วมกับเกาหลีใต้ ส่วนการพบกันครั้งล่าสุดในศึกคิรินแชลเลนจ์คัพ 2023 ญี่ปุ่นก็เอาชนะไปได้ด้วยสกอร์ 2-0 เช่นเดียวกัน สถิติเหล่านี้ชี้ชัดว่าญี่ปุ่นมักหาทางเอาชนะตูนิเซียได้เสมอเมื่อทั้งคู่เจอกัน
ตัวเลขในอดีตจึงเป็นกำลังใจชั้นดีให้ทัพซามูไรบลู แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าบริบทของเกมรอบสุดท้ายฟุตบอลโลกย่อมต่างจากเกมอุ่นเครื่อง ตูนิเซียวันนี้คือทีมที่ผ่านการคัดเลือกมาด้วยฟอร์มแกร่งและเกมรับเหนียวแน่นสุด ๆ การที่ญี่ปุ่นเคยชนะมาก่อนจึงไม่การันตีอะไรในนัดที่ทั้งคู่รู้ว่าแพ้ไม่ได้ ความกดดันของเกมชี้ชะตากลุ่มอาจทำให้สถิติในอดีตเป็นเพียงตัวเลขบนหน้ากระดาษ และเรื่องราวใหม่จะถูกเขียนขึ้นในแมตช์ชี้ชะตาบนเวทีโลกนัดนี้
ฟอร์มล่าสุดของทั้งสองทีม
ญี่ปุ่น ภายใต้การคุมทีมยาวนานของ ฮาจิเมะ โมริยาสุ การันตีการเข้ารอบสุดท้ายได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ตั้งแต่ 20 มีนาคม 2025 ในฐานะแชมป์กลุ่ม C รอบสามโซนเอเชีย ซึ่งเป็นการเข้ารอบสุดท้ายติดต่อกันเป็นสมัยที่ 8 ของพวกเขา ซามูไรบลูยังคงเป็นทีมที่เล่นเกมเป็นระบบ มีวินัย และมีผู้เล่นค้าแข้งในยุโรปจำนวนมาก ในฟุตบอลโลกสี่หนหลังสุดพวกเขาทะลุถึงรอบ 16 ทีมได้ถึง 3 ครั้ง สะท้อนความสม่ำเสมอในเวทีโลก และคราวนี้ก็มาพร้อมความฝันที่จะทำลายเพดานเดิมให้ได้สักที
ฝั่ง ตูนิเซีย ผ่านเข้ารอบสุดท้ายเป็นสมัยที่ 7 และเป็นการเล่นรอบสุดท้ายติดต่อกันครั้งที่ 3 ด้วยฟอร์มร้อนแรงสุด ๆ ในรอบคัดเลือกกลุ่ม H โซนแอฟริกา พวกเขาเก็บได้ถึง 28 แต้มจาก 30 เต็ม ชนะ 9 จาก 10 นัด เสมอเพียงหนเดียว ยิงได้ 22 ประตู และที่น่าทึ่งที่สุดคือเก็บคลีนชีตครบทั้ง 10 นัด เกมรับที่แทบไม่เสียประตูเลยคือจุดแข็งที่ทำให้คาร์เธจอีเกิลส์น่ากลัวกว่าที่อันดับโลกบ่งบอก แม้แนวรุกอาจไม่หวือหวา แต่ความเหนียวแน่นในแนวหลังจะทำให้คู่แข่งเจาะได้ยากเย็น
ตัวผู้เล่นที่ต้องจับตา
ฝั่งญี่ปุ่น ข่าวใหญ่ที่สุดคือการขาดหายของ คาโอรุ มิโตมะ ปีกตัวเก่งจากไบรท์ตันที่เจ็บกล้ามเนื้อต้นขาจนพลาดทัวร์นาเมนต์ ภาระสร้างสรรค์เกมรุกจึงตกอยู่ที่ ทาเคฟูซะ คูโบะ ที่ต้องก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักในการพาเกมรุก คำถามสำคัญคือคูโบะจะแบกความรับผิดชอบในการเปิดเกมได้ตลอดทั้งสามนัดรอบแบ่งกลุ่มหรือไม่ แดนกลางได้ความเก๋าจากกัปตัน วาตารุ เอ็นโด คุมจังหวะ ร่วมด้วยความสร้างสรรค์ของ ไดจิ คามาดะ และ อาโอะ ทานากะ ส่วนแนวรับมีสามเซ็นเตอร์อย่าง ฮิโรกิ อิโต, ทาเคฮิโระ โทมิยาสุ และ โค อิตาคุระ เป็นกำแพงที่แข็งแกร่ง
ฝั่งตูนิเซีย ภายใต้การคุมทีมของ ซาบรี ลามูชี แกนหลักแดนกลางคือ เอลเยส สคีรี จากไอน์ทรัคท์ แฟรงก์เฟิร์ต ที่จะคุมจังหวะร่วมกับ อานิส เบน สลิมาน และ ฮันนิบาล เมจบรี สองนักเตะที่มีประสบการณ์ในฟุตบอลอังกฤษ จุดที่น่าสนใจคือ อาลี อับดี แบ็กซ้ายที่โชว์ฟอร์มเกมรุกได้ดีในช่วงหลัง มีส่วนร่วมทั้งทำประตูและแอสซิสต์อย่างต่อเนื่อง รวมถึง ฮาเซม มาสตูรี ดาวรุ่งที่เพิ่งประเดิมทีมชาติปลายปี 2024 แต่ทำประตูได้แล้วหลายลูก ทีมชุดนี้ผ่านการปรับเปลี่ยนผู้เล่นพอสมควร โดยมีตัวเก๋าหลายรายจากชุดแอฟริกาคัพ 2025 หลุดโผไป ทำให้เป็นทีมที่ดูสดใหม่ขึ้น
วิเคราะห์แทคติก
ฮาจิเมะ โมริยาสุ มักวางระบบกองหลังสามคนที่ให้ทั้งความมั่นคงและความยืดหยุ่น โดยมี อิโต, โทมิยาสุ และ อิตาคุระ เป็นแกน แล้วใช้แดนกลางสี่คนที่ผสมผสานประสบการณ์ของเอ็นโดเข้ากับความสร้างสรรค์ของคามาดะและทานากะ จุดแข็งของญี่ปุ่นคือการเล่นเป็นทีม การเคลื่อนที่แบบประสานงานกัน และการครองบอลอย่างมีแบบแผน ในเกมนี้ที่คาดว่าตูนิเซียจะตั้งรับ ซามูไรบลูน่าจะเป็นฝ่ายกุมบอลและพยายามเจาะแนวรับที่ตั้งใจมาเล่นเหนียว กุญแจอยู่ที่ว่าคูโบะและเพื่อนจะหาช่องว่างในบล็อกของคู่แข่งเจอเร็วแค่ไหน เพราะยิ่งเกมยืดเยื้อ ความกดดันจะยิ่งตกอยู่ที่ฝ่ายที่ต้องเป็นผู้บุก
ฝั่ง ซาบรี ลามูชี น่าจะวางแผนเล่นเกมรับลึก ใช้ความเหนียวแน่นที่เป็นอาวุธเด็ดมาจากการคัดเลือกซึ่งเก็บคลีนชีตครบทุกนัด ลดพื้นที่ว่างหน้าแผงหลัง แล้วหวังผลจากจังหวะสวนกลับและลูกตั้งเตะ การมีแบ็กเกมรุกอย่างอาลี อับดี ก็เปิดทางให้ตูนิเซียเติมเกมริมเส้นได้เป็นครั้งคราว หากคาร์เธจอีเกิลส์รักษาความมีระเบียบในแนวรับได้ตลอดเกม โอกาสเก็บแต้มสำคัญก็มีจริง แต่ถ้าเสียประตูก่อน การต้องไล่ตามทีมที่เล่นเกมรับเชิงรุกเก่งอย่างญี่ปุ่นจะเป็นงานหนักมาก
สรุป
เกมนี้คือการปะทะกันระหว่างทีมเอเชียที่เล่นเป็นระบบและมีสถิติเจอกันเหนือกว่า กับทีมแอฟริกาที่ขนเกมรับสุดเหนียวมาจากการคัดเลือก ญี่ปุ่นเป็นต่อในแง่คุณภาพผู้เล่นรายบุคคล ประสบการณ์เวทีโลก และประวัติการเจอกันที่ชนะตูนิเซียมาสองหนหลังสุดด้วยสกอร์ 2-0 เท่ากัน แต่การขาดมิโตมะก็ทำให้เกมรุกของซามูไรบลูเฉียบคมน้อยลง ขณะที่ตูนิเซียมาด้วยเกมรับที่เก็บคลีนชีตครบ 10 นัดในรอบคัดเลือก ซึ่งเป็นอาวุธที่ทำให้เกมนี้ไม่ง่ายอย่างที่หลายคนคิด สำหรับนัดสำคัญที่แพ้ไม่ได้ทั้งคู่ ความได้เปรียบเล็กน้อยยังอยู่ที่ญี่ปุ่น แต่ก็ต้องอดทนและใช้สมาธิสูง
ฟันธง
ด้วยคุณภาพการเล่นเป็นทีมและความสามารถในการเจาะแนวรับที่เหนือกว่า ผมมองว่าญี่ปุ่นน่าจะหาทางเก็บชัยชนะได้ แต่เกมรับที่เหนียวแน่นของตูนิเซียจะทำให้เป็นชัยชนะที่ได้มาด้วยความยากลำบากและสกอร์ไม่มาก ฟันธง ญี่ปุ่น ชนะ 1-0

