ทีมที่กลัวไม่มีบอล จะเจอทีมที่ยอมไม่มีบอล อังกฤษครองบอลได้เพียง 33.2 เปอร์เซ็นต์ในเกมที่เอาชนะเม็กซิโก 3-2 เมื่อรอบ 16 ทีม ตัวเลขต่ำที่สุดของทีมชาติอังกฤษในฟุตบอลโลกนับตั้งแต่ปี 1966 นั่นไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นทางเลือกที่ทีมยอมรับภายใต้แรงกดดันของสภาพเกมและคุณภาพคู่แข่ง ขณะเดียวกัน นอร์เวย์เดินทางมาถึงจุดนี้ด้วยดาวยิงคนเดียวที่ทำไปแล้ว 7 ประตูจาก 4 นัดในทัวร์นาเมนต์นี้ ซึ่งติดอยู่ในกลุ่มผู้นำตารางดาวซัลโวของทัวร์นาเมนต์นี้ (อันดับที่แท้จริงขยับได้ทุกวันตามผลการแข่งขันที่เหลือ จึงควรตรวจสอบซ้ำก่อนอ้างอิงเป็นตัวเลขนำ) แต่แผงหลังของทีมกลับเสียประตูมาแล้วในทุกนัดที่ลงเล่นตลอดห้าเกม เมื่อวางสองข้อมูลนี้ไว้คู่กัน คำถามใหญ่ของค่ำคืนนี้จึงไม่ใช่ว่าทีมไหนเก่งกว่า แต่เป็นว่านอร์เวย์ที่ไม่เคยเข้าถึงรอบ 8 ทีมฟุตบอลโลกมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติ จะควบคุมเกมได้นานพอจนแผงหลังที่รั่วไม่โดนลงโทษหรือไม่ ส่วนอังกฤษที่ดูเหมือนจะสบายใจกับก ารเล่นโดยไม่มีบอลไปแล้ว จะหาจังหวะเปลี่ยนผ่านได้มากพอที่จะทำให้แผนเกมแบบนี้ใช้ได้ผลซ้ำอีกครั้งหรือเปล่า
นี่จึงไม่ใช่เรื่องเล่าแบบ “ทีมไหนดีกว่ากันบนกระดาษ” แต่เป็นการปะทะกันของสองวิธีคิด ฝั่งหนึ่งพยายามสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ผ่านความสามารถเฉพาะตัวและการคุมจังหวะกลางสนามของมาร์ติน เออเดการ์ด อีกฝั่งเลือกใช้โครงสร้างที่กระชับ ยอมเสียพื้นที่ แต่กลับชนะครบทุกนัดน็อกเอาต์ที่ผ่านมาทั้งที่ตัวเลขการควบคุมเกมดูไม่สวยเลยบนหน้ากระดาษ ผู้เขียนจะพาไล่ดูทีละชั้น ตั้งแต่เส้นทางที่พาแต่ละทีมมาถึงไมอามี กระดานแทคติกที่จะปะทะกัน ตัวเลขสำคัญก่อนเกม ไปจนถึงสามจุดที่ประเมินว่าจะเป็นตัวชี้ขาดผลการแข่งขัน
เดิมพันของสองฝั่ง: เส้นทางกว่าจะถึงไมอามี
นอร์เวย์ของสตอเล่ โซลบัคเค่นเปิดรอบน็อกเอาต์ด้วยชัยชนะเหนือไอวอรีโคสต์ 2-1 จากประตูชี้ขาดนาทีที่ 86 ของเออร์ลิ่ง ฮาลันด์ ก่อนจะเจอบททดสอบที่หนักกว่าในรอบ 16 ทีมกับบราซิล เกมที่จบลงด้วยผล 2-1 เอียงมาทางฝั่งไวกิ้ง จากการเหมาสองประตูของฮาลันด์ในนาทีที่ 79 และ 90 ทั้งที่บราซิลได้จุดโทษไปก่อนตั้งแต่นาทีที่ 14 แต่บรูโน่ กิมาไรส์ยิงไม่เข้า และท้ายเกมเนย์มาร์ที่ลงจากม้านั่งมาสังหารจุดโทษช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ก็กลายเป็นเพียงประตูปลอบใจในนัดอำลาทีมชาติของตัวเอง ชัยชนะครั้งนั้นพานอร์เวย์เข้าสู่รอบ 8 ทีมฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การมีอยู่ของทีมชาติ ซึ่งเป็นเดิมพันที่หนักหนากว่าที่ตัวเลขอันดับโลกจะบอกได้
โซลบัคเค่นเองก็พูดถึงดาวยิงของทีมด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูทึ่งไม่ต่างจากแฟนบอลทั่วไป เขาให้สัมภาษณ์กับ Flashscore ก่อนเกมนี้ราวต้นสัปดาห์ว่า นักเตะฝีเท้าดีส่วนใหญ่มักมีความต้องการพิสูจน์ตัวเอง หากไม่ได้มีส่วนร่วมในเกมมากพอ พวกเขามักหาจังหวะขยับตัวออกนอกตำแหน่งเพื่อบอกกับทุกคนว่า “นี่ไงตัวฉัน” แต่ฮาลันด์กลับไม่สนใจเรื่องแบบนั้นเลยแม้แต่น้อย และไม่เคยมีนักเตะคนไหนมาก่อนที่เล่นบอลด้วยวิธีคิดแบบนี้ คำพูดนี้สรุปตัวตนของกองหน้าคนเดียวที่แบกความหวังทั้งประเทศเอาไว้ได้ชัดเจนกว่าสถิติชุดใดทั้งสิ้น
ฝั่งอังกฤษของโธมัส ทูเคิลก็เดินทางมาไม่ต่างกันในแง่ผลลัพธ์ แม้วิธีการจะต่างกันสุดขั้ว รอบ 32 ทีมเอาชนะดีอาร์ คองโก 2-1 จากการเหมาสองประตูของแฮร์รี่ เคน ก่อนต่อยอดในรอบ 16 ทีมด้วยชัยชนะเหนือเม็กซิโก 3-2 ที่มีจู๊ด เบลลิงแฮมยิงสองประตูในนาทีที่ 36 และ 38 ตามด้วยจุดโทษของเคนในนาทีที่ 60 ซึ่งเป็นประตูที่ 14 ของเขาในฟุตบอลโลกตลอดอาชีพ เท่ากับสถิติสูงสุดตลอดกาลของแกรี่ ลินิเกอร์ในนามทีมชาติอังกฤษ ทั้งที่เม็กซิโกไล่ตีตื้นกลับมาได้สองประตูจากกีโญเนสและจุดโทษของฮิเมเนซ ชัยชนะนัดนั้นแลกมาด้วยราคาที่ต้องจ่าย เพราะจาเรลล์ ควานซาห์โดนใบแดงตรงในนาทีที่ 54 จากจังหวะเข้าปะทะสูงใส่เฆซุส กายาร์โด้ที่ VAR ยืนยันความผิด ทำให้เขาต้องพลาดเกมรอบ 8 ทีมนี้ไปโดยปริยาย
อีกหนึ่งสถิติที่ควรรู้ก่อนเกมคือ แฮร์รี่ เคนกำลังสวมปลอกแขนกัปตันทีมชาติอังกฤษในฟุตบอลโลกเป็นสมัยที่สามแล้ว ซึ่งเท่ากับสถิติเดิมของบิลลี ไรต์ที่เคยทำไว้ในปี 1950, 1954 และ 1958 ส่วนสถิติการเจอกันในอดีต ข้อมูลที่รวบรวมไว้ระบุว่าอังกฤษได้เปรียบด้วยผลงานชนะ 7 เสมอ 3 แพ้ 2 จากการพบกันทั้งหมด 12 นัด แต่ต้องบอกไว้ตรงนี้ว่าตัวเลขชุดนี้มาจากแหล่งรวบรวมสถิติเพียงแหล่งเดียว และสองทีมไม่เคยเจอกันในนัดที่มีความหมายจริงจังมานานกว่าทศวรรษแล้ว นัดล่าสุดคือเกมกระชับมิตรเมื่อปี 2014 จึงควรมองเป็นข้อมูลประกอบมากกว่าจะใช้เป็นตัวชี้วัดหลักของเกมนี้
กระดานแทคติก: ระบบเจอระบบ
นอร์เวย์เล่นระบบ 4-3-3 ที่วางเออเดการ์ดเป็นแกนกลางคุมจังหวะ มีซานเดอร์ แบร์เก้กับแพทริค แบร์กคอยวิ่งเข้าออกช่วยทั้งเกมรับและเกมรุก อันโตนิโอ นูซ่าใช้ความเร็วเลี้ยงหลบทางฝั่งซ้าย ขณะที่อเล็กซานเดอร์ เซอร์ลอธทำหน้าที่กดดันแนวรับคู่แข่งและเป็นตัวเลือกสำรองในกรอบเขตโทษ แต่ทุกเส้นทางของทีมสุดท้ายมักไหลไปที่ฮาลันด์เสมอ ทั้งจังหวะวิ่งตัดหลังแนวรับและการรอจังหวะในกรอบเขตโทษ ที่น่าสนใจคือประตูสามลูกหลังสุดของเขาให้ทีมชาตินอร์เวย์เกิดขึ้นในนาทีที่ 86, 79 และ 90 ตามลำดับ นั่นสะท้อนว่าทีมนี้มักต้องใช้เวลาเกือบเต็มเกมกว่าจะเจาะระบบคู่แข่งได้สำเร็จ และนั่นก็มาพร้อมความเสี่ยง เพราะนอร์เวย์เสียประตูมาแล้วในทุกนัดที่ลงเล่นทั้งห้าเกมของทัวร์นาเมนต์ แม้แต่ในนัดที่ชนะขาดก็ยังมีรอยรั่วให้เห็นอยู่เสมอ
ฝั่งอังกฤษวางระบบ 4-2-3-1 ที่ยอมรับสภาพเกมรองตั้งแต่ต้น คู่กลางเดคลัน ไรซ์กับเอลเลียต แอนเดอร์สันทำหน้าที่กันแนวรับทั้งสี่คนอย่างมีวินัย ปล่อยให้บูกาโย่ ซาก้า จู๊ด เบลลิงแฮม และแอนโธนี่ กอร์ดอนใช้ความเร็วในจังหวะเปลี่ยนผ่านเป็นอาวุธหลัก โดยมีแฮร์รี่ เคนเป็นปลายทางทั้งในเกมบอลกลางอากาศและบอลดิบเข้าเท้า ตัวเลขครองบอลเพียง 33.2 เปอร์เซ็นต์ในนัดเม็กซิโกจึงไม่ใช่ความผิดพลาด แต่เป็นการเลือกทางเดินที่พิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผลในเกมน็อกเอาต์ทุกนัดที่ผ่านมา ข้อสังเกตหนึ่งที่น่าจับตาคืออังกฤษไม่ได้เริ่มเกมได้ดีเสมอไป นัดที่พบดีอาร์ คองโกทีมยังเคยตกเป็นฝ่ายตามหลังก่อนที่เคนจะกลับมาแก้เกมได้ ดังนั้นช่วงต้นเกมของทีมนี้จึงมีช่องโหว่ให้คู่แข่งที่กล้าเข้าใส่เร็วสามารถใช้ประโยชน์ได้
คำถามแทคติกที่แท้จริงของค่ำคืนนี้จึงอยู่ที่ว่า นอร์เวย์ซึ่งน่าจะได้เห็นบอลมากกว่าที่อังกฤษต้องการปล่อยให้ จะเปลี่ยนพื้นที่การครองบอลให้กลายเป็นโอกาสจริงต่อแนวรับที่จัดระเบียบแน่นหนาได้หรือไม่ หรือระบบสวนกลับของอังกฤษที่อาศัยบอลตรงเข้าหาเคนและจังหวะสอดขึ้นจากแดนกลางจะเจาะช่องว่างที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่นอร์เวย์ทุ่มคนขึ้นไปช่วยเกมรุกมากเกินไป ความย้อนแย้งที่น่าสนใจคือทั้งสองทีมต่างมีกองหน้าตัวเป้าที่เป็นศูนย์กลางของแผนเกมเหมือนกัน เพียงแต่วิธีป้อนบอลให้ถึงตัวนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง
ตัวเลขที่ต้องรู้ก่อนเกม
ข้อแรก ฮาลันด์ทำไปแล้ว 7 ประตูจาก 4 นัดในทัวร์นาเมนต์นี้ ซึ่งติดอยู่ในกลุ่มผู้นำตารางดาวซัลโวของทัวร์นาเมนต์นี้ (อันดับที่แท้จริงขยับได้ทุกวันตามผลการแข่งขันที่เหลือ จึงควรตรวจสอบซ้ำก่อนอ้างอิงเป็นตัวเลขนำ) และยิงต่อเนื่องในสองนัดหลังสุดของทีม ความหมายที่ลึกกว่าตัวเลขคือทีมนอร์เวย์ทั้งชุดพึ่งพาความคมของคนคนเดียวในการเปลี่ยนเกมที่สูสีให้จบลงด้วยชัยชนะ
ข้อสอง อังกฤษครองบอลเพียง 33.2 เปอร์เซ็นต์ในนัดที่เอาชนะเม็กซิโก ตัวเลขต่ำที่สุดของทีมชาติในฟุตบอลโลกนับตั้งแต่ปี 1966 ซึ่งบ่งบอกว่าทีมนี้ไม่ได้กลัวการเล่นโดยไม่มีบอลอีกต่อไป และมองว่าการยอมเสียพื้นที่คือราคาที่ยอมจ่ายได้ถ้าแลกมาด้วยผลการแข่งขัน
ข้อสาม นอร์เวย์เสียประตูมาแล้วในทุกนัดที่ลงเล่นทั้งห้าเกมของทัวร์นาเมนต์ ไม่มีนัดไหนที่แผงหลังเก็บคลีนชีตได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว นั่นแปลว่าต่อให้ทีมนี้ครองบอลได้มากกว่าในคืนนี้ แนวรับก็ยังมีจุดให้กังวลอยู่เสมอ
ข้อสี่ จุดโทษที่แฮร์รี่ เคนสังหารใส่เม็กซิโกคือประตูฟุตบอลโลกตลอดอาชีพลูกที่ 14 ของเขา เท่ากับสถิติสูงสุดตลอดกาลของแกรี่ ลินิเกอร์ในนามทีมชาติอังกฤษ หากยิงได้อีกหนึ่งลูกในคืนนี้ เขาจะกลายเป็นผู้ทำประตูฟุตบอลโลกสูงสุดตลอดกาลของอังกฤษเพียงคนเดียว
ข้อห้า เคนกำลังคุมทีมชาติอังกฤษในฐานะกัปตันฟุตบอลโลกเป็นสมัยที่สาม เท่ากับสถิติเดิมของบิลลี ไรต์ที่เคยทำไว้ในปี 1950, 1954 และ 1958 ถือเป็นอีกหนึ่งสถิติเชิงประวัติศาสตร์ที่แขวนอยู่กับเกมนี้นอกเหนือจากผลการแข่งขัน
ข้อหก การเข้าถึงรอบ 8 ทีมครั้งนี้คือครั้งแรกในประวัติศาสตร์ทีมชาตินอร์เวย์ที่ไปได้ไกลถึงขนาดนี้ในฟุตบอลโลก ไม่ว่าผลจะออกมาแบบไหน ทีมชุดนี้ก็เขียนหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ของวงการฟุตบอลประเทศไปแล้วเรียบร้อย
ข้อเจ็ด อังกฤษต้องลงเล่นเกมนี้โดยไม่มีจาเรลล์ ควานซาห์ ซึ่งโดนพักการแข่งขันจากใบแดงตรงในนัดที่พบเม็กซิโก ทำให้แนวรับต้องปรับโครงสร้างใหม่ในเกมที่กดดันที่สุดของทัวร์นาเมนต์จนถึงตอนนี้
สามจุดชี้ขาดของคืนนี้
จุดแรก: นาทีต้นเกมของอังกฤษ กับนิสัยมาช้าแต่มาแรงของฮาลันด์
อังกฤษเคยตกเป็นฝ่ายตามหลังในนัดที่พบดีอาร์ คองโก ก่อนแฮร์รี่ เคนจะกลับมาพลิกสถานการณ์ได้ด้วยฟอร์มส่วนตัว นั่นทำให้ช่วงยี่สิบถึงสามสิบนาทีแรกของทีมนี้มีจุดอ่อนให้เห็นเป็นระยะ ในขณะที่ฮาลันด์กลับมี
นิสัยตรงข้ามโดยสิ้นเชิง ประตูสามลูกหลังสุดของเขาให้ทีมชาตินอร์เวย์เกิดขึ้นในนาทีที่ 86, 79 และ 90 ตามลำดับ คำถามคือถ้าอังกฤษปล่อยให้เกมยังไร้สกอร์ไปจนถึงชั่วโมงสุดท้าย นิสัยการยิงประตูชี้ขาดช่วงท้ายเกมของฮาลันด์จะกลายเป็นตัวแปรที่อันตรายกว่าที่ตัวเลขสถิติทั่วไปจะบอกได้ แต่ถ้าอังกฤษหาทางทำประตูได้ก่อนในช่วงต้นเกม ระบบกดดันต่ำที่พวกเขาถนัดจะยิ่งทำงานได้ง่ายขึ้นไปอีก เพราะไม่ต้องเสี่ยงเปิดเกมออกไปหาประตูตีเสมอ
จุดที่สอง: สงครามกลางสนาม ที่เดคลัน ไรซ์ต้องเอาชนะเออเดการ์ดด้วยวินัย ไม่ใช่ตัวเลข
บนหน้ากระดาษ คู่กลางไรซ์กับเอลเลียต แอนเดอร์สันดูเหมือนจะเสียเปรียบจำนวนให้สามกลางของนอร์เวย์ที่มีเออเดการ์ด แบร์เก้ และแบร์กคอยหมุนเวียนพื้นที่ แต่หัวใจของระบบอังกฤษไม่ได้อยู่ที่จำนวนคนกลางสนาม หากอยู่ที่วินัยของการยืนตำแหน่งปิดเส้นทางส่งบอลเข้าหาฮาลันด์ ถ้าเออเดการ์ดสามารถหันหน้าเข้าประตูรับบอลได้บ่อยครั้งในพื้นที่ครึ่งสนามฝั่งอังกฤษ นั่นคือสัญญาณว่าโครงสร้างการกันของไรซ์กับแอนเดอร์สันเริ่มมีรอยรั่ว แต่ถ้าเพลย์เมกเกอร์วัย 27 ปีคนนี้ต้องถอยลงไปรับบอลลึกขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงแรงกดดัน นั่นแปลว่าอังกฤษกำลังชนะสงครามตำแหน่งในกลางสนามได้สำเร็จ ซึ่งจะบีบให้นอร์เวย์ต้องพึ่งพาลูกยาวหรือความคิดสร้างสรรค์เฉพาะตัวมากกว่าการเล่นเป็นทีม
จุดที่สาม: ริมเส้นขวาของอังกฤษ ที่ผสมทั้งข่าวดีและความเสี่ยงในเวลาเดียวกัน
รีซ เจมส์มีลุ้นกลับมาลงเล่นตำแหน่งแบ็กขวาตัวจริงในนัดนี้หลังหายจากอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง โดยสื่ออังกฤษรายงานว่าทูเคิลมั่นใจในความฟิตของเขา ซึ่งจะทำให้แนวรับปรับโครงสร้างใหม่ทันที เอซรี คอนซ่ากับมาร์ค เกฮีขยับไปยืนเซ็นเตอร์คู่กลาง ส่วนนิโก้ โอไรลลี่เลื่อนไปเล่นแบ็กซ้ายแทน นี่คือข่าวดีเรื่องคุณภาพผู้เล่น แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงเพราะเป็นแนวรับชุดใหม่ที่ยังไม่เคยเล่นด้วยกันในตำแหน่งนี้มาก่อนในเกมที่กดดันที่สุดของทัวร์นาเมนต์ ยิ่งเมื่อจาเรลล์ ควานซาห์ไม่อยู่ในทีมจากการโดนแบน ความเสี่ยงจากความไม่คุ้นเคยยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีกชั้น ฝั่งตรงข้าม อันโตนิโอ นูซ่าคือปีกที่ถนัดเลี้ยงหลบตัวต่อตัวในพื้นที่เปิด และน่าจะเป็นคนแรกที่ทดสอบความเข้ากันของแนวรับชุดใหม่นี้ตั้งแต่นาทีแรกของเกม
ตัวจริงที่คาดของทั้งสองทีม
นอร์เวย์ (4-3-3 ตามแนวทางที่ใช้มาตลอดทัวร์นาเมนต์): ออร์ยาน นีลันด์; ยูเลียน ไรเออร์สัน, คริสตอฟเฟอร์ อาเยอร์, ทอร์บยอร์น เฮกเกม, เดวิด มอลเลอร์ วูล์ฟ; มาร์ติน เออเดการ์ด (กัปตัน), ซานเดอร์ แบร์เก้, แพทริค แบร์ก; อันโตนิโอ นูซ่า, เออร์ลิ่ง ฮาลันด์, อเล็กซานเดอร์ เซอร์ลอธ
ความเป็นไปได้ที่โซลบัคเค่นจะเปลี่ยนแปลงชุดตัวจริงมีน้อยมาก เพราะทีมชุดนี้ชนะต่อเนื่องมาโดยใช้โครงสร้างเดิมเกือบทั้งทัวร์นาเมนต์ ส่วนออสการ์ บ็อบบ์กับอันเดรียส เชลเดอรุปยังคงเป็นตัวเลือกจากม้านั่งที่พิสูจน์ตัวเองแล้วในนัดที่พบบราซิล และมีสิทธิ์ได้ลงสนามอีกครั้งหากเกมต้องการความสดในช่วงท้าย
อังกฤษ (4-2-3-1): จอร์แดน พิคฟอร์ด; รีซ เจมส์, เอซรี คอนซ่า, มาร์ค เกฮี, นิโก้ โอไรลลี่; เดคลัน ไรซ์, เอลเลียต แอนเดอร์สัน; บูกาโย่ ซาก้า, จู๊ด เบลลิงแฮม, แอนโธนี่ กอร์ดอน; แฮร์รี่ เคน (กัปตัน)
ตัวจริงชุดนี้สะท้อนความคาดหมายว่าเจมส์จะกลับมาได้ทันเกม ซึ่งยังต้องรอการยืนยันช่วงใกล้เตะจริง หากเขาไม่ทัน จอห์น สโตนส์หรือเจด สเปนซ์คือตัวเลือกสำรองที่พร้อมสอดเข้ามาแทนได้ทันที และไม่ว่าจะเป็นใคร จาเรลล์ ควานซาห์ยืนยันแล้วว่าไม่มีชื่อลงสนามเพราะโดนแบน จุดที่ผู้อ่านควรระวังคือชื่อสกุลที่คล้ายกันในแดนกลางนอร์เวย์ แพทริค แบร์กกับซานเดอร์ แบร์เก้เป็นคนละคนกันแม้สกุลจะออกเสียงใกล้เคียง คนแรกเล่นตำแหน่งตัวรุกกลางสนามที่ชอบวิ่งเข้าไปในกรอบ ส่วนคนหลังเป็นกองกลางตัวรับที่เน้นความแข็งแกร่งทางร่างกายมากกว่า
บทประเมินท้ายเกม: มุมมองผู้เขียน
องค์ประกอบทั้งหมดชี้ไปที่เกมที่ประตูแรกจะเป็นตัวกำหนดทิศทางที่แท้จริงของค่ำคืนนี้ หากอังกฤษทำประตูนำก่อนได้ในครึ่งแรก โอกาสที่ทีมจะปิดเกมด้วยระบบกดดันต่ำที่พิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผลทุกนัดน็อกเอาต์ของทัวร์นาเมนต์นี้มีสูงมาก เพราะไม่จำเป็นต้องเสี่ยงเปิดเกมออกไปหาประตูเพิ่มอีกแล้ว แต่ถ้าเกมยังไร้สกอร์เมื่อเข้าสู่ชั่วโมงสุดท้าย น้ำหนักจะเทไปทางนอร์เวย์และฮาลันด์ที่มีนิสัยยิงประตูชี้ขาดในช่วงท้ายเกมมาแล้วสามนัดติดต่อกันในนามทีมชาติ ผู้เขียนให้น้ำหนักกับปัจจัยเรื่องความคุ้นเคยของแนวรับอังกฤษที่ต้องปรับโครงสร้างใหม่ทันทีจากการกลับมาของรีซ เจมส์และการขาดหายไปของควานซาห์ ซึ่งอาจกลายเป็นช่องโหว่เล็ก ๆ ที่นอร์เวย์ใช้ประโยชน์ได้ในจังหวะที่คาดไม่ถึง
ผู้เขียนจึงประเมินว่าเกมนี้น่าจะจบลงด้วยผล 2-1 เอียงมาทางนอร์เวย์ในเวลาปกติ จากจังหวะตัดสินในช่วงครึ่งหลังของฮาลันด์ที่ยังคงเป็นปัจจัยที่คาดเดายากที่สุดของทัวร์นาเมนต์ อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขที่จะทำให้บทประเมินนี้ผิดพลาดคือหากอังกฤษสามารถใช้ประโยชน์จากความไม่คุ้นเคยของแนวรับตัวเองให้กลายเป็นข้อดี ด้วยการรุกกดดันให้นอร์เวย์เสียบอลในจังหวะสร้างเกมตั้งแต่ต้น และอาศัยความคมของเคนแปลงเป็นประตูได้ก่อน สภาพเกมทั้งหมดจะพลิกกลับทันทีไปในทางที่อังกฤษถนัดที่สุด ไม่ว่าผลจะออกมาแบบไหน ทีมที่ผ่านเข้ารอบจากคู่นี้จะได้พบกับผู้ชนะจากฝั่งอาร์เจนตินาและสวิตเซอร์แลนด์ ในนัดรองชนะเลิศคู่ที่สอง วันที่ 15 กรกฎาคม ที่สนามเมอร์เซเดส-เบนซ์ สเตเดียม เมืองแอตแลนตา ซึ่งไม่ว่าใครจะผ่านเข้ามา เกมรอบ 8 ทีมคืนนี้ก็ได้พิสูจน์ไปแล้วว่าฟุตบอลระดับสูงสุดไม่จำเป็นต้องมีบทให้เล่นแบบเดียวเสมอไป

