ดราม่า 90+6! ออสเตรียโกงตายเจ๊าแอลจีเรียสุดเดือด 3-3 กอดคอลิ่วรอบน็อกเอาต์บอลโลก
เกมส่งท้ายบอลโลกรอบแบ่งกลุ่มของกลุ่ม J มอบความดราม่าให้แฟนบอลได้ลุ้นกันจนวินาทีสุดท้าย เมื่อ แอลจีเรีย เปิดเกมแลกเดือดกับ ออสเตรีย ก่อนจบลงด้วยผลเสมอสุดมันส์ 3-3 จากประตูตีเสมอในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ส่งผลให้ทั้งสองทีมแบ่งกันไปทีมละแต้ม และจูงมือผ่านเข้าสู่รอบ 32 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ ขณะที่ในบทความนี้ เราจะพาไปย้อนดูทุกจังหวะสำคัญของเกม พร้อมสรุปสถานการณ์ของกลุ่ม J และวิเคราะห์เส้นทางของทั้งสามทีมที่ผ่านเข้ารอบต่อไป
รายชื่อ 11 ตัวจริงของทั้ง 2 ทีม
แอลจีเรีย (4-2-3-1): อุสซามา เบนบ็อต; ราฟิก เบลกาลิ, ไอส์ซา มานดี้, รามี เบนเซบายนี, จาวอง ฮัดจาม; นาบิล เบนทาเลบ, ฮุสเซม อาอูอาร์; ริยาด มาห์เรซ, อิบราฮิม มาซา, ฟาเรส ชาอิบี; อามีน กูอิรี
ออสเตรีย (4-2-3-1): อเล็กซานเดอร์ ชลาเกอร์; สเตฟาน พอช, ฟิลิปป์ ลีนฮาร์ต, ดาบิด อลาบา, ฟิลิปป์ มเวเน่; นิโคลัส ไซวัลด์, ซาแวร์ ชลาเกอร์; โรมาโน ชคิด, คอนราด ไลเมอร์, มาร์เซล ซาบิตเซอร์; มาร์โก อาร์เนาโตวิช
ครึ่งแรก
นาที 11: มาร์โก อาร์เนาโตวิช กองหน้าออสเตรีย โดนใบเหลืองอย่างรวดเร็วหลังไปสะบัดศอกใส่ ไอส์ซา มานดี้ ในจังหวะเบียดแย่งบอล
นาที 28: [ประตู 1-0] ออสเตรียขึ้นนำจากจังหวะที่ ดาบิด อลาบา วางบอลยาวจากแนวรับหลุดไปถึง มาร์โก อาร์เนาโตวิช วิ่งสปีดตามช่องก่อนแปบอลผ่านตัวผู้รักษาประตูแอลจีเรียเข้าไปอย่างเหนือชั้น
นาที 29: แอลจีเรียเกือบตีเสมอทันควัน ราฟิก เบลกาลิ ได้ยิงหักข้อจากมุมแคบ แต่บอลหลุดเสาไกลออกไปนิดเดียว
นาที 40: แอลจีเรียชวดได้ประตูตีเสมอ ฟาเรส ชาอิบี ซัดด้วยซ้ายเต็มข้อจากหน้ากรอบเขตโทษ บอลพุ่งแรงชนเสาขวาอย่างจังจนประตูสะเทือน
นาที 44: อิบราฮิม มาซา ได้บอลในกรอบเขตโทษจากการจ่ายของ เบลกาลิ ก่อนจะได้ยิงแต่ติดเซฟ อเล็กซานเดอร์ ชลาเกอร์ ที่ออกมาบล็อกได้เร็ว (จังหวะนี้มีธงล้ำหน้าตามมาทีหลัง)
นาที 45: [ประตู 1-1] แอลจีเรียตีเสมอสำเร็จจากความสามารถเฉพาะตัวของ ราฟิก เบลกาลิ ที่เก็บบอลได้ทางกราบขวา ก่อนจะหลอกดึงจังหวะตัดเข้าในหนีกองหลังออสเตรียสองคน แล้วตะบันเต็มข้อผ่านมือชลาเกอร์เข้าไปอย่างสุดสวย
45’+5′: จบครึ่งแรก: แอลจีเรีย เสมอ ออสเตรีย 1-1
ครึ่งหลัง
นาที 55: [ประตู 2-1] ออสเตรียได้ประตูขึ้นนำอีกครั้ง จากจังหวะสวนกลับเร็ว คอนราด ไลเมอร์ ปาดบอลจากกราบขวาเข้ากลางให้ มาร์เซล ซาบิตเซอร์ ที่ยืนโล่งอยู่หน้ากรอบเขตโทษ ซัดตามน้ำจังหวะเดียวพุ่งเสียบตาข่ายอย่างเฉียบขาด
นาที 60: [ประตู 2-2] แอลจีเรียตามตีเสมอได้ทันควัน ฮุสเซม อาอูอาร์ โชว์พริ้วลุยขึ้นมาทางซ้ายก่อนจ่ายยัดเข้ากลาง บอลทะลุไปถึง ริยาด มาห์เรซ แปเน้นๆ ไม่เหลือซาก
นาที 90+3: [ประตู 3-2] แอลจีเรียมาได้ประตูพลิกขึ้นนำในช่วงท้ายเกม! จากการต่อบอลกันอย่างแม่นยำก่อนที่ ฮุสเซม อาอูอาร์ จะแทงช่องให้ ริยาด มาห์เรซ หลุดเข้าไปยิงเล่นทางเบียดเสาซ้ายเข้าไปอย่างสุดคม แอลจีเรียจ่อคว้า 3 แต้ม
นาที 90+6: [ประตู 3-3] ดราม่าซ้อนดราม่า! ออสเตรียโกงตายตีเสมอได้สำเร็จ จากจังหวะที่ มิชาเอล เกรโกริตช์ ตักบอลโด่งจากฝั่งขวาเข้าเขตโทษ และเป็น ซาซ่า คาลายซิช กองหน้าตัวสำรองร่างยักษ์สูง 2 เมตรเมตร ได้โหม่งสะบัดเปลี่ยนทางตุงตาข่ายจากการสัมผัสบอลครั้งแรกของเขาในเกมนี้
90’+7′: จบเกม: แอลจีเรีย เสมอ ออสเตรีย ไปอย่างสุดมันส์ 3-3 กอดคอเข้ารอบต่อไปด้วยกันทั้งคู่
สรุปภาพรวมเกม:
เป็นอีกหนึ่งเกมสุดดราม่าของฟุตบอลโลก 2026 ที่จบลงด้วยผลเสมอ 3-3 โดยออสเตรียออกนำก่อนจาก มาร์โก อาร์เนาโตวิช นาทีที่ 28 ก่อนที่ ราฟิก เบลกาลี จะยิงตีเสมอให้แอลจีเรียในช่วงท้ายครึ่งแรก นาทีที่ 45 ครึ่งหลังเกมยิ่งเข้มข้น เมื่อ มาร์เซล ซาบิตเซอร์ ซัดให้ออสเตรียนำ 2-1 ในนาทีที่ 55 แต่ ริยาด มาห์เรซ ระเบิดฟอร์มยิงสองประตู พาแอลจีเรียพลิกแซงเป็น 3-2 ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ (น.60, น.90+3) ทว่าก่อนหมดเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ ซาซ่า คาลายซิช กองหน้าร่างยักษ์ที่ลงมาเป็นตัวสำรอง โหม่งประตูตีเสมอ 3-3 ในนาที 90+6 ช่วยให้ออสเตรียแบ่งแต้มได้สำเร็จ ส่งผลให้ทั้งสองทีมกอดคอกันผ่านเข้าสู่รอบ 32 ทีมสุดท้าย ขณะที่ อิหร่าน ต้องอกหักพลาดการเข้ารอบอย่างน่าเสียดาย
สรุปตารางคะแนน กลุ่ม J
อันดับ 1 อาร์เจนตินา: 9 คะแนน (แชมป์กลุ่ม)
อันดับ 2 ออสเตรีย: 4 คะแนน (รองแชมป์กลุ่ม)
อันดับ 3 แอลจีเรีย: 4 คะแนน (ผ่านเข้ารอบในฐานะหนึ่งในทีมอันดับ 3 ที่ดีที่สุด)
อันดับ 4 จอร์แดน: 0 คะแนน (ตกรอบ)
วิเคราะห์สถานการณ์และการแข่งขันนัดต่อไปในรอบน็อกเอาต์
อาร์เจนตินา (แชมป์กลุ่ม J) พบ เคปเวิร์ด
อาร์เจนตินาผ่านเข้ารอบในฐานะแชมป์กลุ่ม J ด้วยผลงานสมบูรณ์แบบ เก็บ 9 คะแนนเต็มจาก 3 นัด ยิงได้ 7 ประตูและยังไม่เสียแม้แต่ลูกเดียว ถือเป็นหนึ่งในทีมที่โชว์ฟอร์มได้แข็งแกร่งที่สุดของรอบแบ่งกลุ่ม
รอบ 32 ทีมสุดท้าย พวกเขาจะพบกับ เคปเวิร์ด ซึ่งแม้อาร์เจนตินาจะเหนือกว่าทั้งคุณภาพนักเตะและประสบการณ์ แต่เกมน็อกเอาต์ไม่มีคำว่าง่าย หากยังรักษามาตรฐานการเล่นได้เหมือนรอบแบ่งกลุ่ม ทัพฟ้าขาวมีโอกาสสูงที่จะผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย
ออสเตรีย (รองแชมป์กลุ่ม J) พบ สเปน
ออสเตรียเก็บได้ 4 คะแนน จาก 3 นัด คว้ารองแชมป์กลุ่ม J หลังจบด้วยผลงานชนะ 1 เสมอ 1 แพ้ 1 เกมล่าสุดที่ไล่ตีเสมอแอลจีเรียช่วงทดเวลาบาดเจ็บแสดงให้เห็นถึงหัวใจนักสู้ของทีมได้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม รอบต่อไปพวกเขาต้องเจอกับ สเปน หนึ่งในทีมเต็งของรายการที่โดดเด่นทั้งการครองบอลและเกมรุก ออสเตรียจำเป็นต้องเล่นอย่างรัดกุมและใช้จังหวะโต้กลับให้เฉียบคม หากรับมือเกมแดนกลางของสเปนได้ ก็มีโอกาสสร้างเซอร์ไพรส์เช่นกัน
แอลจีเรีย (อันดับ 3 กลุ่ม J) พบ สวิตเซอร์แลนด์
แอลจีเรียเก็บได้ 4 คะแนน จาก 3 นัด ผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ในฐานะหนึ่งในทีมอันดับ 3 ที่ดีที่สุด หลังฮึดไล่ตีเสมอออสเตรีย 3-3 ในเกมสุดดราม่า ทำให้ยังอยู่บนเส้นทางฟุตบอลโลกต่อไป
การพบกับ สวิตเซอร์แลนด์ ถือเป็นงานที่ไม่ง่าย เพราะคู่แข่งเล่นเกมรับได้อย่างมีวินัยและเสียประตูยาก อย่างไรก็ตาม หากแอลจีเรียยังรักษาฟอร์มเกมรุกที่นำโดย ริยาด มาห์เรซ และ ฮุสเซม อาอูอาร์ ได้เหมือนเกมล่าสุด พวกเขาก็มีโอกาสสร้างปัญหาให้สวิตเซอร์แลนด์ และลุ้นผ่านเข้าสู่รอบต่อไปได้เช่นกัน
บทสรุปส่งท้าย
จากเกมนัดดราม่าล่าสุด ส่งผลให้ทั้ง ออสเตรีย และ แอลจีเรีย สามารถกอดคอผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ได้สำเร็จ โดยทัพ “อินทรีเหล็ก” ออสเตรีย ผ่านเข้ารอบบอลโลกในฐานะรองแชมป์กลุ่ม J และจะต้องเผชิญหน้ากับงานหินชิ้นโบแดงอย่าง สเปน ซึ่งออสเตรียจำเป็นต้องงัดหัวใจนักสู้และระเบิดฟอร์มเก่งในเกมสวนกลับหากหวังจะสร้างเซอร์ไพรส์ล้มทีมเต็ง ขณะที่ทัพ “จิ้งจอกทะเลทราย” แอลจีเรีย ที่เบียดเข้ารอบมาเป็นหนึ่งในทีมอันดับ 3 ที่ดีที่สุด จะต้องโคจรไปพบกับ สวิตเซอร์แลนด์ ทีมแกร่งที่มีวินัยเกมรับสุดเหนียวแน่น ซึ่งแอลจีเรียต้องฝากความหวังไว้ที่ความจัดจ้านในเกมรุกของ ริยาด มาห์เรซ และ ฮุสเซม อาอูอาร์ เพื่อทลายกำแพงแนวรับสวิสและทะลุเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายต่อไป

