ผลบอล ฟุตบอลโลก 2026 โมร็อกโก vs เฮติ สิงห์แห่งแอตลาส ถล่ม เฮติ 4-2 ผ่านรอบ 48 ทีมสุดท้าย
โมร็อกโก เข้ามาพร้อมสถานะเต็งหนักเหนือ เฮติ ที่ตกรอบไปแล้ว แต่สุดท้ายกลับได้ดูเกม 6 ประตูที่ดราม่าสุดขีด โมร็อกโกถูก เฮติ นำถึงสองครั้ง ก่อนจะไล่กลับมาคว้าชัย 4-2 ด้วยประตูของตัวสำรอง ราฮีมี และ ยาสซีน ในช่วงท้ายเกม
เกมนี้จัดขึ้นที่ เมอร์เซเดส-เบนซ์ สเตเดียม เมืองแอตแลนตา ในนัดสุดท้ายของกลุ่ม C โดยโมร็อกโกเข้ามาพร้อม 4 แต้มจาก 2 นัด ต้องการแค่ชนะเพื่อการันตีอันดับในกลุ่ม ส่วนเฮติตกรอบไปแล้วแต่ยังออกมาสู้อย่างเต็มที่ในฐานะตัวแทนของชาติที่ห่างหายจากเวทีฟุตบอลโลกมานานถึง 52 ปี
ท้ายที่สุด คุณภาพของสิงห์แห่งแอตลาสก็พิสูจน์ตัวเองได้ โมร็อกโกคว้าชัย 4-2 ผ่านเข้ารอบ 48 ทีมสุดท้ายในฐานะรองแชมป์กลุ่ม C ตามหลังบราซิลด้วยผลต่างประตู
รายชื่อผู้เล่นตัวจริงที่ลงสนาม
โมร็อกโก
GK: บูนู (โบโน)
RB: อัชราฟ ฮากีมี (กัปตัน) | CB: เรดวาน ฮัลฮัล | CB: ชาดี เรียด | LB: อนาส ซาลาห์-เอดดีน
CM: นีล เอล อายนาวี | CM: โซฟยาน อัมราบัต
RW: บราฮีม เดียซ | AM: อิสมาอิล ไซบารี | LW: บิลาล เอล คานูส
ST: อาโยบ เอล กาบี
เฮติ
GK: โยนี ปลาซีด (กัปตัน)
RB: ฌอง-เควิน ดูแวร์น | CB: ริคาร์โด อาเด | CB: ฮันเนส เดลครัวซ์ | LB: มาร์ติน เอกซ์เปเรียนซ์
RM: ฌอง-ริกเนอร์ เบลการ์ด | CM: โฌซูเอ กาซีมีร์ | CM: ดันลีย์ ฌอง จาค | LM: รูเบน โพรวิดานซ์
ST: วิลสัน อิซีดอร์ | ST: เลนนี โยเซฟ
สิงห์แห่งแอตลาส เอาชนะ เฮติ 4-2 การันเข้ารอบ แม้ถูกนำก่อนถึงสองครั้ง
นาที 10′ เฮติขึ้นนำ 0-1
เหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด บูนู นายประตูโมร็อกโก พลาดทำประตูเข้าตัวเอง เฮติขึ้นนำก่อนทั้งที่เกมเพิ่งเริ่มได้ไม่นาน แฟนบอลในสนามอ้าปากค้างกันถ้วนหน้า
นาที 39′ โมร็อกโกตีเสมอ 1-1
อัชราฟ ฮากีมี แบ็กขวาจาก PSG บุกขึ้นมาทำประตูตีเสมอได้สำเร็จ โมร็อกโกกลับมาเท่ากันหลังตามหลังมาเกือบครึ่งชั่วโมง
นาที 43′ เฮติกลับมานำ 1-2
วิลสัน อิซีดอร์ ซัดจากนอกกรอบเขตโทษด้วยลูกที่พุ่งตรงเข้ามุมบนซ้ายอย่างสวยงาม หลายคนยกให้เป็นประตูที่งามที่สุดของทัวร์นาเมนต์จนถึงตอนนี้ เฮตินำอีกครั้ง
นาที 45+1′ ไซบารีตีเสมอ 2-2
ในช่วงต่อเวลาครึ่งแรก ไซบารี กวาดบอลจากครอสของฮากีมีเข้าประตูได้อย่างแม่นยำ ทำให้สกอร์เท่ากัน 2-2 ก่อนพักครึ่ง นับเป็นประตูที่ 3 ของเขาในทัวร์นาเมนต์นี้แล้ว
นาที 67′ เปลี่ยนตัว เฮติ
โค้ช เซบาสเตียน มิเน่ ดึง วิลสัน อิซีดอร์ ออก แล้วส่ง ดักเกนส์ นาซอน เข้ามาเติมความคมในแนวรุก พยายามพลิกเกมในครึ่งหลัง
นาที 70′ เปลี่ยนตัวสามคนพร้อมกัน โมร็อกโก
โค้ช โมฮาเหม็ด อูฮาบี ตัดสินใจครั้งสำคัญ ส่งตัวสำรองเข้ามาพร้อมกันถึง 3 คน ได้แก่ ราฮีมี แทน ไซบารี, อูนาฮี แทน บราฮีม เดียซ และ ยาสซีน แทน เอล กาบี การเปลี่ยนตัวครั้งนี้พลิกโฉมเกมทันที
นาที 78′ ราฮีมีพาโมร็อกโกนำ 3-2
ราฮีมี ที่เพิ่งลงมาได้เพียง 8 นาที ควบคุมบอลจากการเปิดของ เรียด แล้วยิงอย่างแรงด้วยลูกที่เบี้ยวกระทบ อาเด เข้ามุมบน โมร็อกโกนำเป็นครั้งแรกของเกม
นาที 79′ นาซอนพยายามตีเสมอ
ดักเกนส์ นาซอน พยายามยิงฟรีคิกอันทรงพลังเข้ามุมบน แต่ บูนู กระโดดรับได้อย่างสวยงาม โอกาสสุดท้ายของเฮติหมดลง
นาที 89′ ยาสซีนปิดสกอร์ 4-2
ราฮีมีรักษาบอลไว้ได้อย่างชาญฉลาดแล้วส่งให้ ยาสซีน ยิงปิดสกอร์ 4-2 ปิดฉากเกมดราม่าได้อย่างสมบูรณ์ โมร็อกโกผ่านเข้ารอบ 48 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ
ฟอร์มการเล่นของทั้งสองทีม
โมร็อกโก : เข้าสู่นัดนี้ด้วย 2 นัดไม่แพ้ใครในทัวร์นาเมนต์ เสมอบราซิล 1-1 และชนะสกอตแลนด์ 1-0 ทีมชาติแอฟริกาเหนือที่เคยสร้างประวัติศาสตร์เข้ารอบ 4 ทีมสุดท้ายในกาตาร์ 2022 ยังคงแสดงให้เห็นถึงระบบการเล่นที่แน่นหนา แม้คืนนี้จะสะดุดในช่วงแรก แต่ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถไล่ตีกลับได้เสมอ
เฮติ : กลับมาเล่นฟุตบอลโลกครั้งแรกในรอบ 52 ปี และแม้จะตกรอบแล้ว แต่คืนนี้พวกเขาสร้างความประหลาดใจให้กับทุกคน ทีมที่ไม่เคยได้แต้มในฟุตบอลโลกมาก่อน และเคยทำได้เพียง 2 ประตูตลอดประวัติศาสตร์ (ในปี 1974) วันนี้ทำได้อีกถึง 2 ประตู แม้เฮติจะพยายามอย่างเต็มที่ แต่โมร็อกโกก็สมควรคว้าชัยอย่างชัดเจน
เกมถัดไปของทั้งสองทีม
โมร็อกโก ผ่านเข้ารอบ 48 ทีมสุดท้ายในฐานะรองแชมป์กลุ่ม C ตามหลังบราซิลด้วยผลต่างประตู นัดต่อไปโมร็อกโกจะพบกับแชมป์กลุ่ม F ซึ่งปัจจุบันเนเธอร์แลนด์นำตาราง โดยยังมีญี่ปุ่นและสวีเดนลุ้นอยู่
เฮติ จบฟุตบอลโลก 2026 ด้วย 0 แต้ม 3 นัด แต่ออกจากสนามด้วยศีรษะที่ยังชูสูง นี่คือการสิ้นสุดฟุตบอลโลกครั้งที่สองของเฮติ หลังจากครั้งแรกในปี 1974
สรุปการแข่งขัน
เกมนี้ให้ทุกอย่างที่แฟนบอลอยากได้ดู 6 ประตู, การพลิกสกอร์, ประตูสวยงาม และทีมรองจอมเอ็นเตอร์เทน เฮติ ยืนหยัดสู้จนนาทีสุดท้าย ทั้งที่รู้ว่าตกรอบไปแล้ว
โมร็อกโกซึ่งเคยเป็นทีมแอฟริกาทีมแรกที่เข้าถึงรอบรองชนะเลิศ และจบอันดับ 4 ในฟุตบอลโลก 2022 มีความทะเยอทะยานที่จะไปให้ไกลกว่านั้นในปีนี้ แต่คืนนี้คือบทพิสูจน์ว่าเส้นทางข้างหน้าจะไม่ง่าย ถ้าแม้แต่ เฮติ ยังทำให้เหงื่อแตกได้ขนาดนี้

